ข้ามไปยังเนื้อหา

การเงินโรงพยาบาล

ทำไม AdjRW ที่หายไป 0.05 ต่อเคส ถึงทำให้โรงพยาบาลสูญรายได้หลักล้านต่อปีโดยไม่รู้ตัว

ส่วนต่างเล็กน้อยระดับทศนิยมที่มองไม่เห็นในเคสเดียว เมื่อคูณด้วยจำนวนเคสทั้งปีและอัตราจ่ายต่อ RW กลายเป็นเงินหลักล้าน - และไม่มีบรรทัดไหนในงบการเงินที่จะฟ้องให้คุณรู้

อ่าน 21 นาทีบทความที่ 1 จาก 6
  • ผู้อำนวยการโรงพยาบาล
  • CFO / รองฯ ฝ่ายการเงิน
  • หัวหน้าฝ่ายแผนงานและยุทธศาสตร์

ถ้าผมบอกว่าโรงพยาบาลของคุณกำลังสูญเงินหกล้านบาทต่อปี คุณจะถามทันทีว่า “สูญตรงไหน” - และนั่นคือหัวใจของปัญหานี้ เพราะคำตอบคือ มันไม่ได้สูญที่ไหนเลย มันไม่เคยเข้ามาตั้งแต่แรก

เงินที่รั่วไหลจากการลงรหัสไม่ครบไม่ปรากฏเป็นรายจ่ายที่ควบคุมได้ ไม่ปรากฏเป็นลูกหนี้ค้างชำระ ไม่ปรากฏเป็นยอดปฏิเสธการจ่าย (denial) ที่จะถูกหยิบขึ้นมาคุยในที่ประชุม มันปรากฏเป็น ตัวเลขที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ในช่องที่ถูกต้องทุกประการ ระบบบัญชีไม่มีทางรู้ว่าเคสนี้ควรได้ 2.03 AdjRW แต่ได้ไป 0.99 เพราะทั้งสองค่าเป็นตัวเลขที่ผ่านการตรวจสอบมาแล้วทั้งคู่

รายได้ที่ไม่เคยถูกเบิก ไม่ใช่หนี้สูญ - มันคือรายได้ที่ไม่มีใครเคยรู้ว่ามีอยู่

ถอดสูตร: สามตัวแปรที่คูณกัน

ขนาดของการรั่วไหลถูกกำหนดโดยตัวแปรเพียงสามตัว และทั้งสามตัวคุณมีอยู่แล้วในระบบของคุณเอง

รายได้ที่หายไปต่อปี  =  จำนวนเคส IPD ต่อปี
                     ×  ส่วนต่าง AdjRW เฉลี่ยต่อเคส
                     ×  อัตราจ่ายต่อ 1 RW

ตัวอย่าง            =  18,000  ×  0.05  ×  ฿7,100
                     =  ฿6,390,000  ต่อปี   (เฉลี่ย ฿532,500 ต่อเดือน)
แทนค่าด้วยตัวเลขของโรงพยาบาลคุณเอง - อัตราจ่ายต่อ RW ต่างกันไปตามกองทุนและปีงบประมาณ
สมการรายได้ที่รั่วไหลจาก AdjRWจำนวนเคสผู้ป่วยในต่อปี 18,000 เคส คูณด้วย AdjRW ที่หายไป 0.05 ต่อเคส คูณด้วยอัตราจ่าย 7,100 บาทต่อ RW เท่ากับรายได้ที่หายไป 6,390,000 บาทต่อปีIPD CASES / YEAR18,000รพ. ทั่วไปขนาดกลาง×ADJRW LOST / CASE0.05ส่วนที่บันทึกตกหล่น×BAHT PER RW฿7,100อัตราจ่ายต่อ 1 RWANNUAL REVENUE LEAKAGEเงินที่ควรได้ แต่ไม่เคยถูกเบิกเทียบเท่าพยาบาลวิชาชีพราว 12 อัตรา ต่อปี฿6,390,000PER YEAR
สมการเดียวกันในรูปภาพ: ตัวเลขที่ดูเล็กที่สุดในสมการ (0.05) คือตัวที่ถูกมองข้ามมากที่สุด

สิ่งที่ทำให้สมการนี้อันตรายคือ มันเป็นการคูณ ไม่ใช่การบวก ส่วนต่าง 0.05 AdjRW ในเคสเดียวคือเงินราว 355 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่มีผู้บริหารคนไหนจะเสียเวลาประชุมเรื่องนี้ แต่ตัวคูณตัวที่สองคือจำนวนเคสทั้งปี ซึ่งเป็นเลขห้าหลัก

เคส IPD ต่อปีส่วนต่าง 0.03ส่วนต่าง 0.05ส่วนต่าง 0.10
15,000฿3,195,000฿5,325,000฿10,650,000
20,000฿4,260,000฿7,100,000฿14,200,000
30,000฿6,390,000฿10,650,000฿21,300,000
คำนวณที่อัตรา ฿7,100 ต่อ 1 RW - ปรับอัตราตามสิทธิ์และกองทุนของคุณได้โดยตรง

ส่วนต่างนี้เกิดขึ้นตรงไหน: CC/MCC ที่บันทึกตกหล่น

Thai DRG ไม่ได้จ่ายตามโรคหลักอย่างเดียว แต่จ่ายตาม ความซับซ้อนของผู้ป่วยรายนั้น ซึ่งถูกสรุปเป็นค่า PCCL (Patient Clinical Complexity Level) โดยประมวลจากโรคร่วมและภาวะแทรกซ้อน - CC (Complication/Comorbidity) และ MCC (Major CC) ที่ถูกบันทึกไว้ในเวชระเบียน

จุดสำคัญที่มักถูกเข้าใจผิดคือ PCCL ไม่ได้ทำงานแบบต่อเนื่อง มันทำงานเป็น ขั้นบันได โรคร่วมหนึ่งข้อที่ขาดหายไปไม่ได้ทำให้ค่าลดลงนิดหน่อยตามสัดส่วน แต่ทำให้เคสทั้งเคสตกลงมาทั้งขั้น และถูกจ่ายในราคาของผู้ป่วยที่ป่วยเบากว่าความเป็นจริง ตัวเลขจริงจากตารางน้ำหนักของเกณฑ์ 6.3 ในกลุ่ม DC 0555 หัวใจล้มเหลวและช็อก เดินจาก RW 0.6831 เมื่อไม่มีโรคร่วมที่มีนัยสำคัญ ไปถึง 7.3352 ที่ระดับรุนแรงมาก และการตกจากขั้น mod CCC ลงมาที่ขั้นล่างสุดเพียงขั้นเดียว มีมูลค่า 2.2664 RW หรือราว ฿16,091 ต่อเคส

บันไดความรุนแรง CCC กับค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ ในกลุ่มโรคหัวใจล้มเหลวกลุ่มโรค DC 0555 หัวใจล้มเหลวและช็อก มีห้าระดับความรุนแรง ค่า RW เพิ่มจาก 0.6831 เมื่อไม่มีโรคร่วมที่มีนัยสำคัญ เป็น 1.3294, 2.9495, 5.5413 และ 7.3352 ตามระดับโรคร่วมที่บันทึกไว้ ต่างกันสูงสุด 10.7 เท่าDC 0555 · HEART FAILURE AND SHOCK · RW BY COMPLEXITY BAND05550 · wo sig CCC0.6831ไม่มีโรคร่วมที่บันทึกไว้05551 · w min CCC1.3294โรคร่วมระดับต้น05552 · w mod CCC2.9495โรคร่วมปานกลาง05553 · w maj CCC5.5413โรคร่วมรุนแรง05554 · w ext CCC7.3352โรคร่วมรุนแรงมากตกหล่นจาก mod CCC ลงมา wo sig CCC−2.2664 RW ≈ −฿16,091 ต่อเคสเดียว* ค่าทั้งหมดอ่านจากตารางน้ำหนักที่มากับเกณฑ์ Thai DRG 6.3 โดยตรง ไม่ใช่ตัวเลขสมมติ0.6831 → 7.3352 = 10.7×
กลุ่มโรคหัวใจล้มเหลว (DC 0555) ตามตารางน้ำหนักของ Thai DRG 6.3 จริง - ความรุนแรงที่บันทึกไว้ทำให้ค่า RW ต่างกันได้ถึง 10.7 เท่า บนกลุ่มโรคเดียวกัน

สาเหตุที่ CC/MCC ตกหล่นแทบไม่เคยเป็นเรื่องของความตั้งใจ หรือแม้แต่ความไม่รู้ ในทางปฏิบัติมันมาจากสามเรื่องที่ทุกโรงพยาบาลเจอเหมือนกัน

  • แพทย์เขียนในภาษาคลินิก ไม่ใช่ภาษารหัส - “ไตทำงานแย่ลงจาก sepsis” เป็นการสื่อสารทางคลินิกที่สมบูรณ์ แต่ไม่ได้ระบุว่าเข้าเกณฑ์ acute kidney injury ที่จะลงรหัสเป็น CC ได้หรือไม่
  • หลักฐานอยู่คนละที่กับใบสรุป - ผล lab ยืนยันอยู่ในระบบ LIS ค่า EF อยู่ในรายงาน echo แต่ผู้ลงรหัสอ่านจากใบสรุปการจำหน่ายเป็นหลัก
  • เวลาต่อเคสมีจำกัด - เมื่อคิวเคสยาวเท่ากันทุกวัน การไล่ตรวจสอบโรคร่วมข้อที่ห้าและหกของเคสที่ดู “ธรรมดา” คือสิ่งแรกที่ถูกตัดออก

ทำไมงบการเงินถึงไม่เคยฟ้อง

ผู้บริหารหลายท่านถามคำถามที่ถูกต้องมากว่า “ถ้าเสียเงินขนาดนี้จริง ทำไมไม่มีรายงานตัวไหนเตือนเลย” คำตอบคือระบบรายงานทั้งหมดของโรงพยาบาลถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับ ความผิดพลาด ไม่ใช่ ความไม่ครบถ้วน

สิ่งที่ระบบตรวจจับได้

  • เคสที่ถูกปฏิเสธการจ่าย - มีรหัสเหตุผลชัดเจน
  • เคสที่ส่งเบิกไม่ทันกำหนด - มีวันที่เปรียบเทียบ
  • รหัสที่ผิดรูปแบบหรือไม่มีอยู่จริง - ตรวจได้ด้วย validation
  • ยอดเรียกเก็บที่ไม่ตรงกับยอดที่ได้รับ - กระทบยอดได้

สิ่งที่ระบบตรวจจับไม่ได้

  • เคสที่ได้เงินครบตามรหัสที่ส่ง แต่รหัสที่ส่งไม่ครบตามเวชระเบียน
  • โรคร่วมที่มีหลักฐานใน lab แต่ไม่ปรากฏในใบสรุป
  • การเลือกโรคหลักที่ถูกต้องตามระเบียบ แต่ไม่ใช่ค่าที่สูงที่สุดที่เข้าเกณฑ์
  • ส่วนต่างที่กระจายตัวบางมากจนไม่มีเคสไหนดูผิดปกติ

พูดอีกอย่างคือ การรั่วไหลแบบนี้ ไม่มีเคสตัวอย่างที่ดูน่าสงสัย ถ้าเคสหนึ่งเสียไป 300,000 บาท มันจะถูกจับได้ภายในสัปดาห์ แต่เคส 18,000 เคสที่เสียไปเคสละ 355 บาทนั้นไม่มีเคสไหนเลยที่ดูผิดปกติ และนั่นคือเหตุผลเดียวที่มันอยู่รอดมาได้หลายปี

วัดก่อนลงทุน: Portfolio Review เพื่อหา Leakage Baseline

ข้อเสนอที่แย่ที่สุดที่ผู้บริหารจะได้รับคือ “เชื่อเราสิ โรงพยาบาลทั่วไปเสียประมาณ x%” เพราะค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมไม่ใช่ตัวเลขที่คุณจะเอาไปเสนอบอร์ดได้ สิ่งที่ควรทำก่อนตัดสินใจลงทุนใด ๆ คือการวัดค่าของโรงพยาบาลคุณเอง ด้วยข้อมูลของคุณเอง

Portfolio Review คือการประเมินครั้งเดียวจบ (one-time assessment) ที่นำเคส IPD ย้อนหลังของโรงพยาบาลมาจัดกลุ่มใหม่ทั้งหมดด้วยเกณฑ์ Thai DRG แล้วเปรียบเทียบกับค่าที่เบิกไปจริง ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่คำสัญญา แต่เป็นตัวเลขที่กระทบยอดได้

ขั้นตอนการทำ Portfolio Review เพื่อวัด Leakage Baselineจากเคสผู้ป่วยในย้อนหลัง 18,000 เคส จัดกลุ่มใหม่ทั้งหมด พบเคสที่มีส่วนต่าง AdjRW 3,240 เคส และคัดเหลือเคสมูลค่าสูงที่ควรทบทวน 820 เคสONE-TIME ASSESSMENT - LEAKAGE BASELINEเคส IPD ย้อนหลัง 12 เดือนส่งออกจาก HIS เป็นไฟล์เดียว18,000จัดกลุ่มใหม่ด้วยเครื่องยนต์ Thai DRGคำนวณ DRG · RW · AdjRW ทุกเคส18,000เคสที่พบส่วนต่าง AdjRW18% ของทั้งหมด3,240เคส High-Value ที่ควรทบทวนส่วนต่าง ≥ 0.10 AdjRW820ผลลัพธ์ที่ได้: ตัวเลข Baseline ของโรงพยาบาลเอง ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมใช้ตัดสินใจได้ว่าควรลงทุนต่อหรือไม่ ก่อนผูกพันสัญญาใด ๆ
จากเคสทั้งหมด สู่เคสที่มีส่วนต่างจริง สู่เคสที่คุ้มค่าแก่การให้คนทบทวน - แต่ละขั้นแคบลงด้วยเกณฑ์ที่วัดได้
  1. 1

    ส่งออกข้อมูลย้อนหลัง 12 เดือน

    ต้องการเพียงรหัส ICD-10, ICD-9-CM, อายุ, เพศ, วันนอน, สถานะจำหน่าย และรหัสอ้างอิงเคส - ไม่ต้องมีชื่อผู้ป่วย ไม่ต้องมีเลขบัตรประชาชน ไม่ต้องเปิด API เข้า HIS

  2. 2

    จัดกลุ่มใหม่ทุกเคสด้วยเกณฑ์เดียวกับที่ใช้เบิก

    เงื่อนไขสำคัญคือเครื่องยนต์ที่ใช้ต้องให้ผลตรงกับโปรแกรมจัดกลุ่มต้นฉบับแบบเคสต่อเคส ไม่ใช่ค่าประมาณ มิฉะนั้นคุณกำลังวัดความต่างของเครื่องมือ ไม่ใช่ความต่างของการลงรหัส

  3. 3

    แยกส่วนต่างออกเป็นสองกอง

    กองแรกคือเคสที่จัดลำดับวินิจฉัยไม่ตรงเกณฑ์ ซึ่งแก้ได้ทันทีโดยไม่ต้องหาเอกสารเพิ่ม กองที่สองคือเคสที่ต้องกลับไปหาหลักฐานในเวชระเบียนก่อน - สองกองนี้มีต้นทุนการแก้ไขต่างกันมาก และไม่ควรถูกรายงานรวมกัน

  4. 4

    ตีมูลค่าเฉพาะกองที่ทำได้จริง

    ตัวเลขที่ควรนำเสนอบอร์ดคือมูลค่าของกองแรกบวกกับส่วนของกองที่สองที่มีหลักฐานครบอยู่แล้ว - ตัวเลขที่ระมัดระวังกว่าเสมอน่าเชื่อถือกว่าตัวเลขที่ใหญ่ที่สุด

คำถามที่ควรถามผู้ขายทุกราย

  • ผลการจัดกลุ่มของคุณตรงกับโปรแกรม Thai DRG ต้นฉบับกี่เปอร์เซ็นต์ และวัดจากกี่เคส - ขอเห็นตัวเลขจริง ไม่ใช่คำว่า “แม่นยำสูง”
  • ระบบใช้เกณฑ์เวอร์ชันอะไร และเมื่อเกณฑ์เปลี่ยนเวอร์ชัน เคสเก่าจะถูกคำนวณด้วยเวอร์ชันไหน
  • เมื่อระบบเสนอรหัสหนึ่ง มันบอกได้ไหมว่า ต้องมีหลักฐานอะไรในเวชระเบียนถึงจะใช้รหัสนั้นได้
  • ทุกการเปลี่ยนแปลงถูกบันทึกเป็น audit trail ที่ย้อนกลับมาตรวจสอบได้หรือไม่ ใครเป็นคนอนุมัติ และเมื่อไหร่
  • ค่าบริการผูกกับส่วนต่างรายได้ที่เบิกเพิ่มได้หรือไม่ - ถ้าใช่ ให้ถามต่อว่าใครเป็นผู้ถ่วงดุล
  • ข้อมูลออกจากเครือข่ายโรงพยาบาลหรือไม่ และมีทางเลือกแบบ on-premise ไหม

สรุปสำหรับผู้บริหาร

ส่วนต่าง AdjRW ไม่ใช่ปัญหาเชิงเทคนิคของฝ่ายเวชระเบียน แต่เป็น ปัญหาเชิงการเงินที่ถูกเก็บไว้ในภาษาเทคนิค จนไม่เคยขึ้นมาถึงโต๊ะที่ตัดสินใจเรื่องเงินได้ สิ่งที่ต้องทำจึงไม่ใช่การเร่งให้ผู้ลงรหัสทำงานเร็วขึ้นหรือละเอียดขึ้น แต่คือการทำให้ส่วนต่างนี้ ถูกวัดได้เป็นตัวเลขเดียว ที่กระทบยอดกับสิ่งที่เบิกไปจริงได้

0.05

ส่วนต่าง AdjRW ต่อเคสที่มองไม่เห็น

฿355

มูลค่าต่อเคส - เล็กเกินกว่าจะถูกสังเกต

18,000

จำนวนเคสที่ทำให้มันไม่เล็กอีกต่อไป

฿6.39M

ผลลัพธ์ต่อปีจากการคูณสามตัวเลขข้างต้น

คำถามที่พบบ่อย

AdjRW คืออะไร และต่างจาก RW อย่างไร
RW (Relative Weight) คือค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ของกลุ่มโรค DRG ที่เคสนั้นถูกจัดเข้า ส่วน AdjRW (Adjusted RW) คือค่าที่ปรับตามจำนวนวันนอนจริงแล้ว โดยเคสที่นอนสั้นมากจะได้ค่าต่ำกว่า RW เต็ม และเคสที่นอนเกินจุด outlier trim point จะได้ค่าเพิ่มขึ้นเป็นช่วง ๆ จนถึงเพดาน AdjRW จึงเป็นค่าที่ใช้คำนวณเงินจริง
ส่วนต่าง AdjRW 0.05 ต่อเคส ถือว่ามากหรือน้อย
ในเคสเดียวถือว่าน้อยมาก คิดเป็นเงินราว 355 บาทที่อัตรา 7,100 บาทต่อ RW แต่เนื่องจากสูตรเป็นการคูณด้วยจำนวนเคสทั้งปี โรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยใน 18,000 เคสต่อปีจะเท่ากับ 6,390,000 บาทต่อปี ซึ่งมากพอที่จะเป็นวาระของผู้บริหาร
การกู้คืน AdjRW ที่หายไปถือเป็นการ upcoding หรือไม่
ไม่ถือเป็น upcoding หากการเปลี่ยนแปลงนั้นสะท้อนหลักฐานที่มีอยู่แล้วในเวชระเบียน เช่น การเลือกโรคหลักให้ตรงตามนิยาม main condition หรือการบันทึกโรคร่วมที่มีผลตรวจยืนยันอยู่แล้ว ความแตกต่างอยู่ที่ว่าเอกสารรองรับหรือไม่ ไม่ใช่ว่าตัวเลขขึ้นหรือลง
โรงพยาบาลจะเริ่มวัดการรั่วไหลของตัวเองได้อย่างไร
เริ่มจาก Portfolio Review ซึ่งเป็นการประเมินครั้งเดียวจบ โดยส่งออกข้อมูลเคส IPD ย้อนหลัง 12 เดือนในรูปแบบไฟล์ ประกอบด้วยรหัส ICD-10, ICD-9-CM, อายุ, เพศ และวันนอน โดยไม่ต้องมีข้อมูลระบุตัวผู้ป่วย แล้วนำมาจัดกลุ่มใหม่เทียบกับค่าที่เบิกไปจริง

แหล่งอ้างอิงและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

  1. [1]คู่มือการจัดกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (Thai DRG) ฉบับที่ 6.3 - นิยาม RW, AdjRW, WtLOS และ PCCL - สำนักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพ (สกส.)
  2. [2]หลักเกณฑ์การจ่ายชดเชยค่าบริการผู้ป่วยในตามระบบ DRG - สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
  3. [3]ICD-10-TM / ICD-9-CM มาตรฐานรหัสโรคและหัตถการที่ใช้ในระบบเบิกจ่ายของไทย - กระทรวงสาธารณสุข

Portfolio Review

อยากรู้ว่าตัวเลขของโรงพยาบาลคุณเป็นเท่าไหร่

เรานำเคส IPD ย้อนหลังของคุณมาจัดกลุ่มใหม่ทั้งหมด แล้วรายงานเป็น Leakage Baseline ที่กระทบยอดกับสิ่งที่เบิกไปจริงได้ - ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

เส้นแบ่งระหว่าง CDI กับ Upcodingแถบต่อเนื่องจากการบันทึกตกหล่น ผ่านการทำ CDI ที่มีหลักฐานรองรับ ไปสู่การตีความเกินหลักฐาน และการทำ Upcoding ที่ไม่มีหลักฐาน เส้นแบ่งอยู่ที่ว่าผู้ตรวจสอบอ่านเวชระเบียนแล้วได้รหัสเดียวกันหรือไม่DOCUMENTATION INTEGRITY - ONE CONTINUUM, ONE BOUNDARYเส้นแบ่ง = มีหลักฐานในเวชระเบียนหรือไม่บันทึกตกหล่นได้น้อยกว่าที่ควรCDI ที่ถูกต้องมีหลักฐานในเวชระเบียนตีความเกินหลักฐานก้ำกึ่ง - ต้องมีเหตุผลกำกับUpcodingไม่มีหลักฐานรองรับUNDER-CODINGFRAUD RISK✓ CDIรหัสเปลี่ยน เพราะเอกสารชัดขึ้นผ่านการ audit ย้อนหลังได้ เพราะชี้หลักฐานได้ทุกครั้ง✕ UPCODINGรหัสเปลี่ยน ทั้งที่เอกสารเท่าเดิมเสี่ยงถูกเรียกเงินคืน และกระทบความน่าเชื่อถือทั้งองค์กร
ธรรมาภิบาลและการตรวจสอบอ่าน 35 นาที

เส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง Upcoding กับ CDI: เพิ่มรายได้อย่างไรโดยไม่เสี่ยงถูกเรียกเงินคืน

ทั้งสองอย่างทำให้ AdjRW สูงขึ้นเหมือนกัน ต่างกันตรงที่อย่างหนึ่งรอดจากการตรวจสอบย้อนหลัง อีกอย่างหนึ่งไม่รอด - และสิ่งที่แยกมันออกจากกันไม่ใช่ตัวเลข แต่คือหลักฐานที่ชี้ได้ในเวชระเบียน

ทีมตรวจสอบภายใน (Internal Audit)
จำนวนวิธีจัดลำดับรหัสวินิจฉัยตามจำนวนโรคในหนึ่งเคสเคสที่มี 5 โรคมี 120 วิธีจัดลำดับ 8 โรคมี 40,320 วิธี 10 โรคมี 3.6 ล้านวิธี 12 โรคมี 479 ล้านวิธี และ 15 โรคมีมากกว่าหนึ่งล้านล้านวิธี ขณะที่เครื่องยนต์ประเมินจริงเพียง 256 ชุดที่เป็นไปได้ASSIGNMENTS PER CASE = N! (WHICH CODE IS PDx, AND IN WHAT ORDER)จำนวนโรคในเคสจำนวนวิธีจัดลำดับที่เป็นไปได้ (สเกลลอการิทึม)5 โรค1208 โรค40,32010 โรค3,628,80012 โรค479,001,60015 โรค1,307,674,368,000first-match collapse: เครื่องยนต์ประเมินจริงไม่เกิน 256 ชุด ต่อเคสเพราะจุดที่ลำดับมีผลเป็นลูป “เจอตัวแรกแล้วหยุด” - k! ยุบเหลือ k โดยไม่เสียคำตอบ≤ 256
งานเวชระเบียนอ่าน 28 นาที

เจาะลึกวิกฤต Coder เวชระเบียนไทย: เมื่อความซับซ้อนของเคสโตเกินขีดจำกัดของมนุษย์

เคสผู้ป่วยในที่มีวินิจฉัย 10 รหัส มีวิธีจัดวางโรคหลักและลำดับโรครองได้ 3,628,800 แบบ และแต่ละแบบพาเคสไปคนละ DRG cell ปัญหานี้ไม่ได้แก้ด้วยการขอให้ผู้ลงรหัสตั้งใจกว่าเดิม เพราะมันไม่เคยเป็นปัญหาของความตั้งใจ

หัวหน้างานเวชระเบียน
เวิร์กโฟลว์แบบรันข้ามคืนสำหรับการทบทวนเวชระเบียนเคสที่จำหน่ายตอนเย็นถูกส่งออกอัตโนมัติเวลา 22 นาฬิกา ประมวลผลจัดกลุ่มตอนตี 2 และเช้าวันถัดมาเวลา 8 นาฬิกา coder จะเห็นคิวเฉพาะเคสที่มีมูลค่าสูงพร้อมทบทวนOVERNIGHT BATCH - NO ONE WAITS FOR THE MACHINEนอกเวลาทำการ16:00จำหน่ายผู้ป่วยเคสของวันปิดที่ HIS22:00Export อัตโนมัติไฟล์เดียว ส่งเข้าคิว02:00Batch Groupingจัดกลุ่มทุกเคสที่จำหน่าย08:00Coder เปิดคิวเห็นเฉพาะเคส High-ValueWITHOUT THE BATCHcoder เปิดมาเจอกองเคสเท่ากันหมด ไล่ทบทวนตามลำดับที่มาถึงWITH THE BATCHเวลาเท่าเดิม ถูกใช้กับเคสที่มีส่วนต่างจริงก่อน
เวิร์กโฟลว์และการนำไปใช้อ่าน 32 นาที

จากข้อมูลย้อนหลังสู่เวิร์กโฟลว์จริง: คู่มือ 3 ขั้นตอนทำ Retrospective Batch Review

เครื่องยนต์ที่จัดกลุ่มได้ตรงทุกเคสยังไม่มีมูลค่า จนกว่าจะมีคนตอบได้ว่าเช้าวันจันทร์ควรเปิดเคสไหนก่อน นี่คือเวิร์กโฟลว์รันข้ามคืนที่เริ่มได้โดยไม่ต้องแตะ HIS และล้มแล้วรันใหม่ได้

เจ้าหน้าที่ IT โรงพยาบาล