ข้ามไปยังเนื้อหา

เวิร์กโฟลว์และการนำไปใช้

จากข้อมูลย้อนหลังสู่เวิร์กโฟลว์จริง: คู่มือ 3 ขั้นตอนทำ Retrospective Batch Review

เครื่องยนต์ที่จัดกลุ่มได้ตรงทุกเคสยังไม่มีมูลค่า จนกว่าจะมีคนตอบได้ว่าเช้าวันจันทร์ควรเปิดเคสไหนก่อน นี่คือเวิร์กโฟลว์รันข้ามคืนที่เริ่มได้โดยไม่ต้องแตะ HIS และล้มแล้วรันใหม่ได้

อ่าน 32 นาทีบทความที่ 6 จาก 6
  • เจ้าหน้าที่ IT โรงพยาบาล
  • นักสถิติข้อมูลสุขภาพ
  • ผู้จัดการโครงการนำร่อง

เครื่องยนต์จัดกลุ่มที่ให้ผลตรงกับโปรแกรม Thai DRG ต้นฉบับทุกเคส ยังไม่มีมูลค่าใด ๆ ต่อโรงพยาบาล จนกว่าจะมีคนตอบคำถามข้อเดียวนี้ได้ว่า เช้าวันจันทร์ ผู้ลงรหัสหนึ่งคนควรเปิดเคสไหนก่อน ระยะห่างระหว่างสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องอัลกอริทึม แต่เป็นเรื่องเวิร์กโฟลว์ และเป็นจุดที่โครงการนำร่องส่วนใหญ่ตายลงอย่างเงียบ ๆ

คำตอบที่ใช้ได้จริงน่าเบื่อกว่าที่คาด ไม่ต้องเชื่อมต่อแบบเรียลไทม์ ไม่ต้องแก้ HIS ไม่ต้องรอผู้ผลิตระบบเดิมเปิด API สิ่งที่ต้องการมีเพียงไฟล์ส่งออกวันละหนึ่งไฟล์ งานประมวลผลที่รันตอนไม่มีใครทำงาน และคิวที่เรียงลำดับเสร็จแล้วเมื่อถึงเวลาเปิดออฟฟิศ

ทำไมต้องเริ่มด้วย batch ไม่ใช่การเชื่อมต่อแบบเรียลไทม์

เรียลไทม์ฟังดูก้าวหน้ากว่าเสมอ แต่สำหรับโครงการแรกมันผิดด้วยเหตุผลทางเทคนิคข้อเดียวที่ตรงไปตรงมา คือ ตัวแปรของสูตร AdjRW ยังไม่ครบจนกว่าผู้ป่วยจะจำหน่าย ทั้ง LOS และสถานะการจำหน่ายเป็นอินพุตโดยตรงของการคำนวณ การคำนวณระหว่างที่ผู้ป่วยยังนอนอยู่จึงให้ได้เพียงค่าประมาณที่ต้องคำนวณซ้ำอยู่ดี ในขณะที่ต้นทุนขององค์กรถูกจ่ายเต็มจำนวนตั้งแต่วันแรก

เชื่อมต่อเรียลไทม์ตั้งแต่โครงการแรก

  • ต้องแก้หรือเปิด interface กับ HIS ซึ่งเป็นระบบที่ห้ามล้มในเวลาทำการ
  • ผูกกับรอบปล่อยเวอร์ชันของผู้ผลิตระบบเดิม ซึ่งไม่ใช่ตารางเวลาของคุณ
  • ยังไม่มี LOS และสถานะจำหน่ายที่แน่นอน จึงยังคำนวณ AdjRW สุดท้ายไม่ได้
  • ถ้าประมวลผลผิด ต้องไล่แก้ทีละเคสระหว่างที่ระบบยังทำงานอยู่
  • ขอบเขตข้อมูลกว้างขึ้นทันที เพราะต่อกับฐานข้อมูลผู้ป่วยโดยตรง

รันข้ามคืนแบบ batch

  • อ่านอย่างเดียว ทางเดียว ไม่เขียนกลับเข้า HIS แม้แต่ฟิลด์เดียว
  • ล้มแล้วรันใหม่ได้ทั้งรอบ โดยไม่มีใครเห็นและไม่มีงานค้างในระบบเดิม
  • ทุกเคสในรอบจำหน่ายแล้ว ตัวแปรของสูตรจึงครบและคำนวณครั้งเดียวจบ
  • ทีม IT ควบคุมได้ว่าฟิลด์ใดออกจากระบบไปบ้าง เพราะมันคือไฟล์เดียว
  • ยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ ด้วยการหยุดงานตามกำหนดเวลาหนึ่งบรรทัด
สถาปัตยกรรม Data Pipeline ที่ไม่ต้องแก้ไขระบบ HIS เดิมข้อมูลไหลทางเดียวจากระบบ HIS ผ่านการส่งออกไฟล์ตามกำหนดเวลา เข้าสู่เครื่องยนต์จัดกลุ่ม DRG และออกมาเป็นคิวเคสที่ควรทบทวน โดยไม่มีการเขียนข้อมูลกลับเข้าระบบ HISONE-WAY, READ-ONLY - NO HIS MODIFICATION, NO WRITE-BACKDBHISระบบเดิมของโรงพยาบาลCSVScheduled Exportไฟล์ CSV รายวันDRGGrouping EngineDRG · RW · AdjRWUIReview Queueคิวเคสที่ควรทบทวนไม่เขียนกลับผลที่ตามมา: ไม่ต้องแก้ไข HIS · ไม่ต้องเปิด API เข้าระบบหลัก · ทีม IT ควบคุมได้ว่าข้อมูลอะไรออกไปบ้าง
เส้นทางข้อมูลทั้งหมดของโครงการนำร่อง ไม่มีลูกศรย้อนกลับเข้า HIS แม้แต่เส้นเดียว ผลลัพธ์คือข้อเสนอให้คนทบทวน การแก้รหัสจริงยังเกิดในระบบเดิม โดยผู้ที่มีสิทธิ์ทำอยู่แล้วเท่านั้น

สามขั้นตอนของหนึ่งรอบการทำงาน

เวิร์กโฟลว์แบบรันข้ามคืนสำหรับการทบทวนเวชระเบียนเคสที่จำหน่ายตอนเย็นถูกส่งออกอัตโนมัติเวลา 22 นาฬิกา ประมวลผลจัดกลุ่มตอนตี 2 และเช้าวันถัดมาเวลา 8 นาฬิกา coder จะเห็นคิวเฉพาะเคสที่มีมูลค่าสูงพร้อมทบทวนOVERNIGHT BATCH - NO ONE WAITS FOR THE MACHINEนอกเวลาทำการ16:00จำหน่ายผู้ป่วยเคสของวันปิดที่ HIS22:00Export อัตโนมัติไฟล์เดียว ส่งเข้าคิว02:00Batch Groupingจัดกลุ่มทุกเคสที่จำหน่าย08:00Coder เปิดคิวเห็นเฉพาะเคส High-ValueWITHOUT THE BATCHcoder เปิดมาเจอกองเคสเท่ากันหมด ไล่ทบทวนตามลำดับที่มาถึงWITH THE BATCHเวลาเท่าเดิม ถูกใช้กับเคสที่มีส่วนต่างจริงก่อน
เวลาเดียวกันทุกวัน: เคสปิดตอนเย็น ส่งออกสี่ทุ่ม จัดกลุ่มตีสอง และคิวที่เรียงแล้วรออยู่ตอนแปดโมงเช้า เวลาของผู้ลงรหัสเท่าเดิม แต่ถูกใช้กับเคสที่มีส่วนต่างจริงก่อน
  1. 1

    เตรียมและส่งออกข้อมูล

    กำหนดชุดฟิลด์ให้แคบที่สุดเท่าที่สูตรต้องการ ตัดข้อมูลระบุตัวบุคคลออกตั้งแต่ต้นทาง แล้วตั้งให้ส่งออกอัตโนมัตินอกเวลาราชการ เฉพาะเคสที่ จำหน่ายแล้ว ในวันนั้น ขั้นนี้ใช้เวลาตั้งค่ามากที่สุด และกำหนดคุณภาพของอีกสองขั้นทั้งหมด

  2. 2

    ประมวลผลและจัดลำดับความสำคัญ

    จัดกลุ่มทุกเคสด้วยเกณฑ์เดียวกับที่ใช้เบิกจริง เทียบกับค่าที่ส่งเบิกไป แล้วเรียงลำดับด้วย ส่วนต่าง AdjRW ที่ตีเป็นเงินแล้ว ไม่ใช่ด้วยลำดับที่มาถึง ผลลัพธ์ต้องเป็นคิวที่มีลำดับ ไม่ใช่รายงานที่มีจำนวนหน้า

  3. 3

    ทบทวนโดยคนและปิดลูป

    ผู้ลงรหัสเปิดคิวจากบนลงล่างจนหมดเวลาที่จัดสรรไว้ต่อวัน ทุกเคสที่แก้ต้องบันทึกว่าใครแก้ด้วยหลักฐานใด และเคสที่ตัดสินใจ ไม่แก้ ต้องบันทึกเหตุผลเช่นกัน เพราะนั่นคือข้อมูลชุดเดียวที่จะทำให้รอบถัดไปคัดกรองแคบลงได้

ขั้นที่ 1: ไฟล์ที่ต้องส่งออก และกับดักที่ทำให้ผลเพี้ยนเงียบ ๆ

  • รหัสวินิจฉัย ICD-10 พร้อมลำดับ: โรคหลัก (PDx) หนึ่งรหัส และโรคร่วมหรือโรคแทรก (SDx) ได้สูงสุด 12 รหัสต่อเคส
  • รหัสหัตถการ ICD-9-CM ทุกรายการของเคสนั้น พร้อมลำดับ
  • อายุ ณ วันรับเป็นปีเต็ม และสำหรับผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 1 ปี ต้องมีวันเดือนปีเกิดจริงมาด้วย ไม่ใช่ส่งมาเพียงว่าอายุ 0 ปี
  • เพศ ตามชุดรหัสที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าเพียงชุดเดียวตลอดไฟล์
  • วันรับและวันจำหน่าย หรือค่า LOS อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งสองอย่างที่ขัดกันเอง
  • สถานะการจำหน่าย ตามรหัสมาตรฐานที่ใช้ส่งเบิกอยู่แล้ว
  • น้ำหนักแรกรับหน่วยกรัม สำหรับทารกแรกเกิดทุกราย
  • รหัสอ้างอิงเคสที่สร้างขึ้นภายใน เช่น CASE-00841 ซึ่งแปลงกลับเป็น HN หรือ AN ได้เฉพาะในโรงพยาบาล
  • ค่า AdjRW ที่ส่งเบิกไปจริง เพื่อให้รู้ว่าส่วนต่างอยู่ตรงไหน ไม่ใช่รู้เพียงว่ามีส่วนต่าง
ฟิลด์รูปแบบที่ปลอดภัยกับดักที่พบบ่อย
รหัส ICD-10ตัวพิมพ์ใหญ่ ไม่มีจุด เช่น I500ไฟล์เดียวปนกันทั้ง I50.0 และ I500 เพราะมาจากคนละหน้าจอคนละปี
รหัส ICD-9-CMเก็บเป็นข้อความ ไม่ใช่ตัวเลขเปิดตรวจด้วยโปรแกรมตารางคำนวณแล้วบันทึกทับ 0331 กลายเป็น 331
ลำดับการวินิจฉัยคอลัมน์แยก PDX, SDX1 ถึง SDX12ยุบทุกรหัสไว้ช่องเดียวคั่นด้วยจุลภาค ลำดับซึ่งกำหนดโรคหลักหายไปพร้อมกัน
เพศชุดรหัสเดียวตลอดไฟล์1 กับ 2 ปนกับ M กับ F เพราะรวมข้อมูลมาจากสองระบบ
วันที่YYYY-MM-DD ปี ค.ศ.พ.ศ. ปนกับ ค.ศ. และ 03/04/2026 ที่อ่านได้สองแบบโดยไม่มีอะไรฟ้อง
การเข้ารหัสอักขระUTF-8 ทั้งไฟล์TIS-620 จากระบบเดิม ทำให้ชื่อหอผู้ป่วยและหมายเหตุกลายเป็นอักขระเสีย
ขอบเขตของรอบเฉพาะเคสที่จำหน่ายแล้วเคสที่ยังนอนอยู่ถูกส่งออกมาด้วย แล้วถูกคิด LOS ผิด ทั้งที่ไฟล์นำเข้าสำเร็จ
ข้อกำหนดไฟล์ควรเป็นเอกสารหนึ่งหน้าที่ตกลงกันก่อนรอบแรก ไม่ใช่ค่อย ๆ ค้นพบเอาจากผลที่ผิด

ในบรรดากับดักทั้งหมด รูปแบบวันที่แพงที่สุด เพราะ LOS ไม่ใช่ข้อมูลประกอบ แต่เป็นตัวแปรตรงในสูตร AdjRW ตาม Appendix H และสูตรนั้นแบ่งเป็นสาขาตามช่วงวันนอน ความคลาดเคลื่อนหนึ่งวันที่ตกบนรอยต่อจึงไม่ได้ทำให้ค่าเพี้ยนเล็กน้อย แต่ทำให้เคสเปลี่ยนสูตรที่ใช้คำนวณไปเลย

สาขาของสูตร AdjRW  (Appendix H)

  day case (<24 ชม.)   AdjRW = RW0d
  short stay           AdjRW = RW0d + LOS × (RW - RW0d) ÷ ceil(WtLOS/3)
  inlier               AdjRW = RW
  outlier              AdjRW = RW + OF × b12 × (LOS - OT) ... จนถึงเพดาน

ตัวอย่างเชิงอธิบาย   RW = 1.2000   RW0d = 0.4000   WtLOS = 6.0
                     ceil(WtLOS/3) = 2

  LOS = 0  ->  AdjRW = 0.4000                        ->  ฿2,840
  LOS = 1  ->  AdjRW = 0.4000 + 1×0.8000÷2 = 0.8000  ->  ฿5,680
  LOS = 2  ->  AdjRW = 1.2000  (inlier)              ->  ฿8,520
RW, RW0d และ WtLOS ข้างต้นเป็นตัวเลขสมมติเพื่อการอธิบาย แต่โครงสร้างสาขาของสูตรและการปัดทศนิยม 4 ตำแหน่งเป็นของจริง คิดที่ ฿7,100 ต่อ 1 RW วันที่คลาดเคลื่อนไปหนึ่งวันบริเวณรอยต่อ short stay ขยับเงินได้ ฿2,840 ต่อเคส

ขอบเขตข้อมูลตาม PDPA มาตรา 26

ขอบเขตข้อมูลตาม PDPA มาตรา 26 สำหรับการประมวลผลเวชระเบียนข้อมูลระบุตัวตนเช่นชื่อ เลขบัตรประชาชน และเลข HN ถูกกันไว้ในโรงพยาบาล ส่วนที่ส่งไปประมวลผลมีเพียงรหัส ICD อายุ เพศ วันนอน และรหัสอ้างอิงที่ไม่ระบุตัวตนPDPA มาตรา 26 - ข้อมูลสุขภาพคือข้อมูลอ่อนไหวภายในโรงพยาบาลไม่ออกจากขอบเขตนี้ชื่อ-นามสกุลผู้ป่วยเลขบัตรประชาชนเลข HN / ANที่อยู่ · เบอร์โทรบันทึกแพทย์ฉบับเต็มde-identifiedส่วนที่นำไปประมวลผลไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้รหัส ICD-10 · ICD-9-CMอายุ (ปี) · เพศวันนอน (LOS)น้ำหนักแรกรับ (ทารก)รหัสอ้างอิงภายใน เช่น CASE-00841ทางเลือกที่เข้มที่สุด: ติดตั้งแบบ on-premise - ข้อมูลไม่ออกจากเครือข่ายโรงพยาบาลเลยแม้แต่ชุดที่ไม่ระบุตัวตน
คำถามที่ต้องตอบไม่ใช่ “เข้ารหัสหรือยัง” แต่คือ “ข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลได้ ข้ามเส้นนี้หรือไม่” และคำตอบที่ออกแบบได้ดีที่สุดคือไม่ข้ามเลยตั้งแต่แรก

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 จัดให้ ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว ซึ่งโดยหลักต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด เช่น เวชศาสตร์ป้องกัน การรักษาทางการแพทย์ หรือประโยชน์สาธารณะด้านสาธารณสุข การพึ่งพาข้อยกเว้นต้องให้ฝ่ายกฎหมายและ DPO พิจารณาเป็นรายกรณี แต่สำหรับโครงการนำร่องมีทางที่ตรงกว่า คือออกแบบให้ชุดข้อมูลที่ข้ามเส้นออกไประบุตัวบุคคลไม่ได้ตั้งแต่ต้นทาง

  1. 1De-identification ที่ต้นทาง ตัดชื่อ นามสกุล เลขบัตรประชาชน HN AN ที่อยู่ เบอร์โทร และบันทึกแพทย์ฉบับเต็มออกก่อนไฟล์จะถูกเขียนลงดิสก์ ไม่ใช่ตัดทีหลัง เหลือเพียงรหัสอ้างอิงที่โรงพยาบาลสร้างเอง และเก็บตารางแปลงกลับไว้ในโรงพยาบาลเท่านั้น
  2. 2ทางเลือกติดตั้งภายใน (on-premise) สำหรับโรงพยาบาลที่นโยบายไม่อนุญาตให้ข้อมูลออกนอกเครือข่ายแม้ในรูปที่ไม่ระบุตัวตน ควรถามผู้ให้บริการตรง ๆ ว่ารองรับหรือไม่ ตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา ไม่ใช่ตอนจะขยายผล
  3. 3ข้อตกลงการประมวลผลข้อมูล ระบุให้ชัดว่าใครเป็นผู้ควบคุมข้อมูลและใครเป็นผู้ประมวลผล ขอบเขตการใช้ ระยะเวลาเก็บรักษา การลบเมื่อสิ้นสุดโครงการ และข้อห้ามนำข้อมูลไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นรวมถึงการฝึกแบบจำลอง

ขั้นที่ 2: จัดลำดับด้วยเงิน ไม่ใช่ด้วยลำดับที่มาถึง

หนึ่งรอบให้ผลออกมาเป็นเคสจำนวนมาก และเกือบทั้งหมดไม่มีอะไรต้องแก้ คุณค่าของขั้นนี้จึงอยู่ที่ การตัดเคสที่ไม่ต้องดูออกไปให้มากที่สุดอย่างมีเหตุผลที่อธิบายได้ เพราะทรัพยากรที่จำกัดที่สุดคือเวลาของผู้ลงรหัส ไม่ใช่เวลาเครื่อง และส่วนต่างที่ใหญ่ที่สุดมักไม่ได้มาจากโรคร่วมที่ตกหล่นทีละข้อ แต่มาจากการเลือกโรคหลัก เคสตัวอย่างที่มีชุดวินิจฉัยเดียวกันคือ I10, I50.0 และ J18.0 ให้ AdjRW ต่างกันระหว่าง 0.9877 กับ 2.0261 หรือ +105% บนเคสเดียว และไม่มีทางแยกออกมาได้ด้วยสายตา

ระดับส่วนต่าง AdjRWมูลค่าต่อเคส ที่ ฿7,100 ต่อ RWสิ่งที่ทำ
Aตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปตั้งแต่ ฿3,550ทบทวนทุกเคส โดยผู้ลงรหัสอาวุโส
B0.10 ถึง 0.49฿710 ถึง ฿3,479ทบทวนตามกำลังคนที่มีในแต่ละวัน ไล่จากบนลงล่าง
Cต่ำกว่า 0.10ต่ำกว่า ฿710ไม่ทบทวนรายเคส แต่เก็บสถิติไว้ดูแนวโน้มรายเดือน
Eจัดกลุ่มไม่สำเร็จยังตีมูลค่าไม่ได้ส่งกลับทีม IT ให้แก้ที่ไฟล์ ไม่ใช่ให้ผู้ลงรหัสแก้ที่รหัส
ค่าตัดที่ยกมาเป็นตัวอย่างเชิงอธิบาย เกณฑ์ที่ถูกต้องของแต่ละโรงพยาบาลคือจุดที่มูลค่าต่อเคสสูงกว่าต้นทุนเวลาของผู้ทบทวนหนึ่งเคส ซึ่งเป็นตัวเลขที่โรงพยาบาลรู้ดีกว่าผู้ขายทุกราย

ขั้นที่ 3: คนทบทวน และการปิดลูปที่คนส่วนใหญ่ข้าม

กระบวนการเดิมที่ไล่จากแพทย์สรุปโรค ไปยังผู้ลงรหัส แล้วจึงถึงผู้ตรวจสอบ กินเวลาราว 20-30 วัน และเวลาส่วนใหญ่ไม่ได้หมดไปกับการตัดสินใจ แต่หมดไปกับการรอและการค้นหา สิ่งที่ batch เปลี่ยนได้จริงจึงไม่ใช่การแทนที่การตัดสินใจของคน แต่คือการย้ายการรอและการค้นหาออกไปจากเวลาทำการ

  • ทุกข้อเสนอต้องมาพร้อมเหตุผลที่ตรวจสอบได้ ระบุว่าอ้างเกณฑ์ข้อใด และต้องมีหลักฐานอะไรในเวชระเบียนจึงจะใช้ได้ ข้อเสนอที่บอกเพียงว่าค่าจะสูงขึ้นเป็นข้อเสนอที่ผู้ทบทวนไม่ควรรับ
  • การตัดสินใจไม่แก้มีค่าเท่ากับการแก้ ถ้าเหตุผลที่บันทึกซ้ำ ๆ คือระบบเสนอโดยไม่มีหลักฐานรองรับ แปลว่าเกณฑ์คัดกรองต้องแคบลง ไม่ใช่ผู้ทบทวนต้องขยันขึ้น
  • ผลย้อนกลับต้องไปถึงผู้บันทึกต้นทาง ถ้าเดือนหนึ่งมี 40 เคสติดปัญหาเรื่องเดียวกัน ปัญหานั้นแก้ที่แบบฟอร์มสรุปการจำหน่าย ไม่ใช่ที่ผู้ลงรหัส
  • รหัสที่แก้แล้วต้องถูกแก้ในระบบเดิม โดยผู้มีสิทธิ์ และมีร่องรอยที่ย้อนกลับมาตรวจสอบได้ว่าใครแก้ เมื่อใด ด้วยเหตุผลใด

เคสที่ระบบเสนอแล้วคนปฏิเสธ ไม่ใช่ความล้มเหลวของรอบนั้น มันคือข้อมูลชุดเดียวที่จะทำให้รอบถัดไปคัดกรองได้แคบลง

ตัวชี้วัดของโครงการนำร่อง และเกณฑ์ตัดสินใจว่าจะขยายผลหรือหยุด

371,163

เคสอ้างอิงที่ผลตรงกับโปรแกรม Thai DRG ต้นฉบับ

100%

DRG / RW / AdjRW ตรงกันทุกค่า

6.3.3

เวอร์ชันเกณฑ์ที่ใช้จัดกลุ่ม

20-30 วัน

ระยะเวลากระบวนการเดิมที่ใช้เป็นเส้นฐาน

  • อัตราเคสที่จัดกลุ่มสำเร็จ ควรเข้าใกล้ค่าคงที่ภายในสองถึงสามสัปดาห์แรก ถ้ายังแกว่ง ปัญหาอยู่ที่ขั้นที่ 1 ไม่ใช่ขั้นที่ 3
  • ความแม่นของคิว สัดส่วนเคสที่ถูกเสนอแล้วผู้ทบทวนเห็นด้วยและแก้จริง สำคัญกว่าจำนวนเคสที่ระบบเสนอทั้งหมด
  • มูลค่าที่ยืนยันแล้ว ไม่ใช่มูลค่าที่ตรวจพบ นับเฉพาะเคสที่ผ่านการทบทวนโดยคนและถูกแก้ในระบบเดิมแล้ว ตัวเลขนี้เล็กกว่าที่ระบบรายงานเสมอ และเป็นตัวเดียวที่นำเสนอบอร์ดได้
  • เวลาที่ผู้ทบทวนใช้จริงต่อเคส ถ้าไม่ลดลงเลยหลังผ่านไปหนึ่งเดือน แปลว่าเหตุผลประกอบที่ระบบให้มายังไม่ดีพอ
  • ระยะเวลาตั้งแต่จำหน่ายจนส่งเบิก เทียบกับเส้นฐานของโรงพยาบาลเอง ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของที่อื่น
  • ไม่มีข้อมูลระบุตัวบุคคลหลุดออกนอกขอบเขตแม้แต่ครั้งเดียว ข้อนี้ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่เอาไปชั่งน้ำหนักกับข้ออื่น แต่เป็นเงื่อนไขที่ถ้าไม่ผ่านก็จบ

สิ่งที่ทำให้รูปแบบนี้ได้ผลไม่ใช่ความล้ำของสถาปัตยกรรม มันเป็นรูปแบบที่เก่าที่สุดรูปแบบหนึ่งในงานคอมพิวเตอร์ สิ่งที่ทำให้มันเหมาะกับงานนี้คือมันเคารพข้อจำกัดที่มีอยู่จริงของโรงพยาบาล คือ HIS ที่ห้ามล้ม ทีม IT ที่มีงานเต็มมือ ข้อมูลสุขภาพที่เป็นข้อมูลอ่อนไหวตามกฎหมาย และเวลาของผู้ลงรหัสที่มีจำกัดในแต่ละวัน เริ่มจากไฟล์เดียวและคิวเดียว ถ้าตัวเลขออกมาไม่คุ้ม คุณจะรู้ภายในไม่กี่สัปดาห์ ด้วยต้นทุนที่ต่ำพอจะยอมรับคำตอบนั้นได้

คำถามที่พบบ่อย

Retrospective Batch Review ต่างจากการเชื่อมต่อระบบแบบเรียลไทม์อย่างไร
Retrospective Batch Review คือการส่งออกข้อมูลเคสที่จำหน่ายแล้วเป็นไฟล์วันละครั้ง ประมวลผลนอกเวลาทำการ แล้วส่งผลกลับมาเป็นคิวเคสที่ควรทบทวนในเช้าวันถัดไป ต่างจากเรียลไทม์ตรงที่ไม่ต้องแก้หรือเปิด API เข้าระบบ HIS ไม่มีการเขียนข้อมูลกลับ และถ้ารอบใดผิดพลาดก็รันใหม่ได้ทั้งรอบโดยไม่กระทบงานประจำวัน อีกเหตุผลหนึ่งเป็นเรื่องเทคนิคล้วน ๆ คือ LOS และสถานะจำหน่ายซึ่งเป็นอินพุตของสูตร AdjRW จะครบถ้วนก็ต่อเมื่อผู้ป่วยจำหน่ายแล้วเท่านั้น
การส่งข้อมูลเวชระเบียนออกไปประมวลผลขัดกับ PDPA หรือไม่
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 กำหนดให้ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว ซึ่งโดยหลักต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด เช่น เวชศาสตร์ป้องกัน การรักษาทางการแพทย์ หรือประโยชน์สาธารณะด้านสาธารณสุข แนวทางที่ตรงที่สุดสำหรับโครงการนำร่องคือทำ de-identification ที่ต้นทาง ตัดชื่อ เลขบัตรประชาชน HN AN และข้อมูลติดต่อออกก่อนสร้างไฟล์ เหลือเพียงรหัสอ้างอิงภายในที่แปลงกลับได้เฉพาะในโรงพยาบาล ควบคู่กับข้อตกลงการประมวลผลข้อมูล และควรให้ฝ่ายกฎหมายหรือ DPO พิจารณาก่อนเริ่มเสมอ
ข้อมูลขั้นต่ำที่ต้องส่งออกมีอะไรบ้าง
ต้องการรหัสวินิจฉัย ICD-10 พร้อมลำดับ โดยมีโรคหลักหนึ่งรหัสและโรคร่วมหรือโรคแทรกได้สูงสุด 12 รหัสต่อเคส รหัสหัตถการ ICD-9-CM อายุ เพศ วันรับและวันจำหน่ายหรือค่า LOS สถานะการจำหน่าย น้ำหนักแรกรับสำหรับทารกแรกเกิด และรหัสอ้างอิงเคสที่โรงพยาบาลสร้างขึ้นเอง ควรส่งค่า AdjRW ที่เบิกไปจริงมาด้วยเพื่อเปรียบเทียบส่วนต่างได้ ทั้งหมดนี้ไม่มีรายการใดที่ระบุตัวผู้ป่วยได้
ควรเริ่มด้วยข้อมูลย้อนหลังกี่เดือน
การประเมินเส้นฐานควรใช้ข้อมูลย้อนหลัง 12 เดือน เพราะครอบคลุมความผันผวนตามฤดูกาลของ case mix และมีจำนวนเคสมากพอจะแยกได้ว่าส่วนต่างมาจากรูปแบบที่เกิดซ้ำหรือมาจากเคสผิดปกติไม่กี่เคส หลังได้เส้นฐานแล้ว รอบการทำงานประจำจะกลับมาเป็นรอบข้ามคืนตามปกติ คือประมวลผลเฉพาะเคสที่จำหน่ายในวันนั้น
จะรู้ได้อย่างไรว่าโครงการนำร่องควรขยายผลหรือควรหยุด
ให้ยึดมูลค่าที่ยืนยันแล้ว ซึ่งหมายถึงส่วนต่าง AdjRW เฉพาะของเคสที่ผ่านการทบทวนโดยคนและถูกแก้ในระบบเดิมเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่มูลค่าที่ระบบตรวจพบทั้งหมด ขยายผลเมื่อมูลค่าที่ยืนยันแล้วต่อเดือนสูงกว่าต้นทุนรวมของระบบบวกเวลาคนที่ใช้ทบทวน อย่างต่อเนื่องอย่างน้อยสองเดือน โดยดูประกอบกับความแม่นของคิวและเวลาที่ผู้ทบทวนใช้ต่อเคส และมีเงื่อนไขที่ห้ามผิดพลาดคือต้องไม่มีข้อมูลระบุตัวบุคคลหลุดออกนอกขอบเขตที่ตกลงไว้เลย

แหล่งอ้างอิงและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

  1. [1]คู่มือการจัดกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (Thai DRG) ฉบับที่ 6.3 - Appendix H นิยามและสูตรคำนวณ AdjRW - สำนักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพ (สกส.)
  2. [2]หลักเกณฑ์การจ่ายชดเชยค่าบริการผู้ป่วยในตามระบบ DRG - สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
  3. [3]พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 ว่าด้วยข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวและข้อยกเว้น - ราชกิจจานุเบกษา
  4. [4]ICD-10-TM / ICD-9-CM มาตรฐานรหัสโรคและหัตถการที่ใช้ในระบบเบิกจ่ายของไทย - กระทรวงสาธารณสุข

Portfolio Review

อยากรู้ว่าตัวเลขของโรงพยาบาลคุณเป็นเท่าไหร่

เรานำเคส IPD ย้อนหลังของคุณมาจัดกลุ่มใหม่ทั้งหมด แล้วรายงานเป็น Leakage Baseline ที่กระทบยอดกับสิ่งที่เบิกไปจริงได้ - ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

เส้นโค้งค่า AdjRW ตามจำนวนวันนอน ตามสูตร Appendix Hค่า AdjRW เริ่มที่ 0.4000 สำหรับเคสวันเดียว ไต่ขึ้นถึง RW เต็ม 1.2000 ที่วันนอน 2 วัน คงที่จนถึงจุด outlier trim point ที่ 18 วัน จากนั้นเพิ่มเป็นสองช่วงตามสัมประสิทธิ์ b12 และ b23 และหยุดเพิ่มที่เพดาน 4.7190 เมื่อเกิน 54 วันADJRW vs LENGTH OF STAY - RW 1.2000 · WtLOS 6 · OT 18 · SET M20.01.02.03.04.05.00218365462LENGTH OF STAY (DAYS)AdjRWINLIER - จ่ายเต็ม RWLONG STAY · b12LONG STAY · b23CAPเคสวันเดียว = RW0d0.4000OT = round(3 × WtLOS)เกินจุดนี้จึงเริ่มจ่ายเพิ่มเพดาน - นอนต่อไม่ได้เงินเพิ่ม4.7190 @ LOS > 54* คำนวณจากสูตร Appendix H ที่เครื่องยนต์ของ Audimed ใช้จริง - ทุกจุดบนเส้นคือผลลัพธ์ของสูตร ไม่ใช่ภาพประกอบ
กลยุทธ์และสารสนเทศอ่าน 27 นาที

ถอดรหัส Thai DRG กับการจัดสรรงบผู้ป่วยใน: AdjRW, WtLOS และจุด Outlier Trim Point

งบผู้ป่วยในไม่ได้จ่ายตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น แต่จ่ายตามสูตรที่มีขอบเขตชัดเจน บทความนี้กางสูตรจริงตามภาคผนวก H ให้เห็นทุกช่วง ตั้งแต่เคสวันเดียวจนถึงเพดานที่นอนต่อแล้วไม่ได้เงินเพิ่ม

ฝ่ายยุทธศาสตร์โรงพยาบาล
สมการรายได้ที่รั่วไหลจาก AdjRWจำนวนเคสผู้ป่วยในต่อปี 18,000 เคส คูณด้วย AdjRW ที่หายไป 0.05 ต่อเคส คูณด้วยอัตราจ่าย 7,100 บาทต่อ RW เท่ากับรายได้ที่หายไป 6,390,000 บาทต่อปีIPD CASES / YEAR18,000รพ. ทั่วไปขนาดกลาง×ADJRW LOST / CASE0.05ส่วนที่บันทึกตกหล่น×BAHT PER RW฿7,100อัตราจ่ายต่อ 1 RWANNUAL REVENUE LEAKAGEเงินที่ควรได้ แต่ไม่เคยถูกเบิกเทียบเท่าพยาบาลวิชาชีพราว 12 อัตรา ต่อปี฿6,390,000PER YEAR
การเงินโรงพยาบาลอ่าน 21 นาที

ทำไม AdjRW ที่หายไป 0.05 ต่อเคส ถึงทำให้โรงพยาบาลสูญรายได้หลักล้านต่อปีโดยไม่รู้ตัว

ส่วนต่างเล็กน้อยระดับทศนิยมที่มองไม่เห็นในเคสเดียว เมื่อคูณด้วยจำนวนเคสทั้งปีและอัตราจ่ายต่อ RW กลายเป็นเงินหลักล้าน - และไม่มีบรรทัดไหนในงบการเงินที่จะฟ้องให้คุณรู้

ผู้อำนวยการโรงพยาบาล
เส้นแบ่งระหว่าง CDI กับ Upcodingแถบต่อเนื่องจากการบันทึกตกหล่น ผ่านการทำ CDI ที่มีหลักฐานรองรับ ไปสู่การตีความเกินหลักฐาน และการทำ Upcoding ที่ไม่มีหลักฐาน เส้นแบ่งอยู่ที่ว่าผู้ตรวจสอบอ่านเวชระเบียนแล้วได้รหัสเดียวกันหรือไม่DOCUMENTATION INTEGRITY - ONE CONTINUUM, ONE BOUNDARYเส้นแบ่ง = มีหลักฐานในเวชระเบียนหรือไม่บันทึกตกหล่นได้น้อยกว่าที่ควรCDI ที่ถูกต้องมีหลักฐานในเวชระเบียนตีความเกินหลักฐานก้ำกึ่ง - ต้องมีเหตุผลกำกับUpcodingไม่มีหลักฐานรองรับUNDER-CODINGFRAUD RISK✓ CDIรหัสเปลี่ยน เพราะเอกสารชัดขึ้นผ่านการ audit ย้อนหลังได้ เพราะชี้หลักฐานได้ทุกครั้ง✕ UPCODINGรหัสเปลี่ยน ทั้งที่เอกสารเท่าเดิมเสี่ยงถูกเรียกเงินคืน และกระทบความน่าเชื่อถือทั้งองค์กร
ธรรมาภิบาลและการตรวจสอบอ่าน 35 นาที

เส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง Upcoding กับ CDI: เพิ่มรายได้อย่างไรโดยไม่เสี่ยงถูกเรียกเงินคืน

ทั้งสองอย่างทำให้ AdjRW สูงขึ้นเหมือนกัน ต่างกันตรงที่อย่างหนึ่งรอดจากการตรวจสอบย้อนหลัง อีกอย่างหนึ่งไม่รอด - และสิ่งที่แยกมันออกจากกันไม่ใช่ตัวเลข แต่คือหลักฐานที่ชี้ได้ในเวชระเบียน

ทีมตรวจสอบภายใน (Internal Audit)