กลยุทธ์และสารสนเทศ
ถอดรหัส Thai DRG กับการจัดสรรงบผู้ป่วยใน: AdjRW, WtLOS และจุด Outlier Trim Point
งบผู้ป่วยในไม่ได้จ่ายตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น แต่จ่ายตามสูตรที่มีขอบเขตชัดเจน บทความนี้กางสูตรจริงตามภาคผนวก H ให้เห็นทุกช่วง ตั้งแต่เคสวันเดียวจนถึงเพดานที่นอนต่อแล้วไม่ได้เงินเพิ่ม
- ฝ่ายยุทธศาสตร์โรงพยาบาล
- ทีมสารสนเทศทางการแพทย์ (Health Informatics)
- หัวหน้าศูนย์ข้อมูล
การจัดสรรงบผู้ป่วยในของไทยไม่ได้จ่ายตามค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลลงไปจริง แต่จ่ายตาม ค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ของกลุ่มโรคที่เคสนั้นถูกจัดเข้า ปรับด้วยจำนวนวันนอน เงินของเคสหนึ่งเคสจึงถูกกำหนดโดยสูตรที่เขียนไว้ครบถ้วนแล้วในคู่มือ Thai DRG และสูตรนั้นมีขอบเขตของมันเอง มีช่วงที่นอนเพิ่มแล้วได้เงินเพิ่ม และมีช่วงที่นอนเพิ่มแล้วไม่ได้อะไรเลย ปัญหาในทางปฏิบัติคือสูตรนี้ถูกปฏิบัติเหมือนเป็นเรื่องของฝ่ายเวชระเบียน ทั้งที่ทีมที่ตั้งเป้าลดวันนอน ทีมที่วางแผนอัตรากำลังหอผู้ป่วย และทีมที่ต้องประมาณการรายได้ปีถัดไป ล้วนกำลังตัดสินใจบนเส้นโค้งเดียวกัน โดยที่ส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นรูปร่างของเส้นโค้งนั้น
ถ้าไม่รู้ว่าเส้นโค้งหักตรงไหน การลดวันนอนก็เป็นการเดา ไม่ใช่กลยุทธ์
หกตัวแปรที่ประกอบกันขึ้นเป็นเงินของหนึ่งเคส
| ตัวแปร | ความหมาย | ที่มา |
|---|---|---|
RW | ค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ของกลุ่ม DRG ที่เคสถูกจัดเข้า สะท้อนความหนักของกลุ่มนั้นเทียบกับค่าเฉลี่ยของระบบ | ตารางค่าน้ำหนักประจำเวอร์ชันเกณฑ์ |
RW0d | ค่าน้ำหนักสำหรับเคสที่จำหน่ายภายใน 24 ชั่วโมง มักต่ำกว่า RW เต็มอย่างมีนัยสำคัญ | ตารางเดียวกัน กำหนดเป็นรายกลุ่ม |
WtLOS | วันนอนอ้างอิงของกลุ่ม DRG นั้น เป็นฐานที่ใช้กำหนดทั้งขอบล่างและขอบบนของช่วงจ่ายเต็ม | ตารางเดียวกัน กำหนดเป็นรายกลุ่ม |
OT | จุดตัด outlier trim point เท่ากับ round(3 × WtLOS) เกินวันนี้ไปจึงเริ่มมีส่วนเพิ่มรายวัน | คำนวณจาก WtLOS โดยตรง |
OF | Optimization Factor ตัวคูณของส่วนเพิ่มช่วงนอนยาว กำหนดรายกลุ่ม ในตัวอย่างทั้งบทความนี้ใช้ค่า 1.0 | ตารางเดียวกัน |
b12 / b23 | สัมประสิทธิ์ส่วนเพิ่มต่อวันของช่วงที่หนึ่งและช่วงที่สอง ขึ้นกับว่าเป็นกลุ่ม medical หรือ surgical และอยู่ช่วง RW ใด | ตารางสัมประสิทธิ์ 4 ชุด (M1, M2, P1, P2) |
AdjRW | ค่าน้ำหนักหลังปรับตามวันนอนจริง เป็นตัวเดียวที่นำไปคูณกับอัตราจ่ายต่อ RW | ผลลัพธ์ของสูตรด้านล่าง |
เงินที่ได้ต่อเคส = AdjRW × อัตราจ่ายต่อ 1 RW
AdjRW คำนวณแยกตามช่วงของวันนอน (LOS):
จำหน่ายภายใน 24 ชม. AdjRW = RW0d
LOS < ceil(WtLOS/3) AdjRW = RW0d + LOS × (RW - RW0d) / ceil(WtLOS/3)
(เฉพาะเมื่อ WtLOS > 3)
ceil(WtLOS/3) <= LOS <= OT AdjRW = RW <- inlier
OT < LOS <= 2×OT AdjRW = RW + OF × b12 × (LOS - OT)
2×OT < LOS <= 3×OT AdjRW = RW + OF × b12 × OT
+ OF × b23 × (LOS - 2×OT)
LOS > 3×OT AdjRW = RW + OF × OT × (b12 + b23) <- เพดาน
OT = round(3 × WtLOS) ปัดผลลัพธ์ 4 ตำแหน่ง แบบ half-upอ่านเส้นโค้งจากตัวเลขจริง
เส้นโค้งนี้มีสี่ช่วง และแต่ละช่วงตอบคำถามเชิงบริหารคนละคำถาม ช่วงแรกคือเคสที่นอนสั้นกว่าที่กลุ่มโรคคาดไว้ ซึ่งถูกจ่ายต่ำกว่า RW เต็ม ช่วงที่สองคือ inlier ที่จ่ายเต็มเท่ากันทุกวัน ช่วงที่สามและสี่คือส่วนเพิ่มของเคสนอนยาวที่ไล่ระดับลง และช่วงสุดท้ายคือเพดานที่หยุดนิ่ง ตารางด้านล่างคือค่าเดียวกันกับในภาพ แปลงเป็นเงินที่อัตราอ้างอิง ฿7,100 ต่อ 1 RW
| วันนอน (LOS) | AdjRW | คิดเป็นเงินที่ ฿7,100 ต่อ RW | ส่วนเพิ่มต่อวัน |
|---|---|---|---|
| 0 (จำหน่ายใน 24 ชม.) | 0.4000 | ฿2,840 | - |
| 1 | 0.8000 | ฿5,680 | +฿2,840 |
| 2 ถึง 18 | 1.2000 | ฿8,520 | +฿0 ตั้งแต่วันที่ 3 เป็นต้นไป |
| 19 | 1.3212 | ฿9,381 | +฿861 |
| 30 | 2.6544 | ฿18,846 | +฿861 ต่อวัน |
| 36 | 3.3816 | ฿24,009 | +฿861 ต่อวัน |
| 50 | 4.4218 | ฿31,395 | +฿528 ต่อวัน |
| 54 ขึ้นไป | 4.7190 | ฿33,505 | +฿0 |
- M1 กลุ่ม medical ที่
RW0 ถึง 0.6999:b12= 0.0770 และb23= 0.0480 คิดเป็นราว ฿547 และ ฿341 ต่อวัน - M2 กลุ่ม medical ที่
RWตั้งแต่ 0.7 ขึ้นไป:b12= 0.1212 และb23= 0.0743 คิดเป็นราว ฿861 และ ฿528 ต่อวัน - P1 กลุ่ม surgical ที่
RW0 ถึง 1.9999:b12= 0.0904 และb23= 0.0584 คิดเป็นราว ฿642 และ ฿415 ต่อวัน - P2 กลุ่ม surgical ที่
RWตั้งแต่ 2.0 ขึ้นไป:b12= 0.1580 และb23= 0.1268 คิดเป็นราว ฿1,122 และ ฿900 ต่อวัน
นัยเชิงบริหาร: ลดวันนอนตรงไหนได้ ตรงไหนกินรายได้ตัวเอง
การลดวันนอนที่ทำลายรายได้ของตัวเอง
- ตัดวันนอนจาก 3 วันเหลือ 1 วันในกลุ่มตัวอย่างนี้ AdjRW ร่วงจาก 1.2000 เหลือ 0.8000 หายไปหนึ่งในสามของค่าเต็ม ทั้งที่ต้นทุนหลักเกิดขึ้นไปแล้วในวันแรก
- ตั้งเป้า ALOS รวมทั้งโรงพยาบาลเป็นตัวเลขเดียว ทั้งที่แต่ละ DRG มี
WtLOSและOTของตัวเอง จุดคุ้มจึงอยู่คนละที่ - เร่งจำหน่ายเคสที่อยู่ในช่วง
b12ของกลุ่มRWสูง โดยไม่เทียบกับต้นทุนวันนอนจริงของหอผู้ป่วยนั้นก่อน - วัดผลด้วยวันนอนเฉลี่ยอย่างเดียว โดยไม่ดูว่าเคสถูกดันข้ามขอบของช่วงไหนไปบ้าง
การลดวันนอนที่ได้ประโยชน์ทั้งสองทาง
- ลดวันนอนภายในช่วง inlier เช่นจาก 18 วันเหลือ 10 วันในตัวอย่างนี้ AdjRW เท่าเดิมทุกบาท ต้นทุนที่ลดได้จึงเป็นกำไรตรง
- ตัดวันนอนที่เกิน
3 × OTออกก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเป็นช่วงที่รายได้ส่วนเพิ่มเป็นศูนย์อย่างแน่นอน - ตั้งเป้าเป็นรายกลุ่ม DRG โดยอิง
WtLOSและOTของกลุ่มนั้น แล้วค่อยรวมขึ้นเป็นเป้าระดับโรงพยาบาล - ตรวจกลุ่มที่
WtLOSไม่เกิน 3 ก่อน เพราะกลุ่มเหล่านี้ไม่มีช่วง short stay เลย นอนครบหนึ่งวันก็ได้RWเต็มแล้ว
ประโยคที่ต้องพูดให้ตรงคือ วันนอนที่เกิน 3 × OT ไม่ได้แปลว่าโรงพยาบาลทำอะไรผิด ผู้ป่วยบางรายจำเป็นต้องนอนยาวจริง แต่แปลว่าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป รายได้ส่วนเพิ่มเท่ากับศูนย์ ในขณะที่ต้นทุนยังเดินต่อทุกวัน และเมื่อวางทับกับตัวเลขที่วงการพูดกันอยู่แล้ว คือต้นทุนจริงของโรงพยาบาลชุมชนราว ฿13,000 ต่อ RW เทียบกับอัตราจ่ายอ้างอิง ฿7,100 ต่อ RW เคสที่ทะลุเพดานจึงไม่ใช่แค่ขาดทุนตามส่วน แต่เป็นการขาดทุนที่ไม่มีรายได้ส่วนเพิ่มมาชดเชยเลย สิ่งที่ผู้บริหารควรได้จากระบบข้อมูลจึงไม่ใช่รายงานวันนอนเฉลี่ย แต่คือรายชื่อเคสที่กำลังจะข้าม OT และ 3 × OT ในสัปดาห์นี้
เวอร์ชันของเกณฑ์คือสัญญาที่มีวันที่กำกับ
ทุกครั้งที่ Thai DRG ขึ้นเวอร์ชันใหม่ สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่ตารางค่าน้ำหนัก แต่รวมถึงเงื่อนไขการจัดกลุ่ม ขอบเขตของกลุ่มโรค และค่า WtLOS ที่กำหนดจุด OT ของแต่ละกลุ่ม ผลคือเคสเดิมที่ไม่ได้แก้รหัสแม้แต่ตัวเดียว สามารถได้ AdjRW คนละค่าเมื่อจัดกลุ่มด้วยเกณฑ์คนละรุ่น ถ้าระบบของโรงพยาบาลไม่ได้เก็บว่า เคสนี้ถูกคำนวณด้วยเกณฑ์เวอร์ชันอะไร เมื่อไหร่ การกระทบยอดย้อนหลังจะกลายเป็นการเดา และการเจรจาเรื่องส่วนต่างกับกองทุนจะไม่มีหลักฐานให้ยืน เครื่องยนต์ที่ Audimed ใช้อ้างอิงเวอร์ชัน 6.3.3 และได้ผลลัพธ์ DRG, RW, AdjRW ตรงกับโปรแกรมจัดกลุ่มต้นฉบับทั้ง 371,163 เคสอ้างอิง ซึ่งเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำก่อนที่จะพูดถึงการเปรียบเทียบข้ามเวอร์ชันได้อย่างมีความหมาย
เชื่อมข้อมูลอย่างไรโดยไม่ต้องแตะระบบ HIS เดิม
- 1
กำหนดชุดฟิลด์ที่ต้องส่งออกให้ครบ ก่อนคุยเรื่องอื่น
ต้องการรหัส
ICD-10,ICD-9-CM, เพศ, วันเกิด, วันรับและวันจำหน่ายเป็นวันที่จริง สถานะจำหน่าย และรหัสอ้างอิงเคส ที่ต้องย้ำคือวันเกิดและวันที่ ไม่ใช่อายุเป็นปีกับตัวเลข LOS ที่คำนวณมาแล้ว เพราะเกณฑ์คิดอายุจากวันเกิดเทียบวันรับ และทารกที่อายุไม่ถึง 28 วันถูกจัดไปคนละ MDC ส่วนเคสทารกที่ไม่มีน้ำหนักแรกรับจะถูกตีกลับเป็น error ตั้งแต่ต้นทาง - 2
ส่งออกตามกำหนดเวลา ทางเดียว อ่านอย่างเดียว
ไฟล์ตามรอบที่ตกลงกัน ไม่ต้องเปิด API เข้าระบบหลัก ไม่ต้องติดตั้ง agent บนเซิร์ฟเวอร์ HIS และไม่มี process ไหนเขียนข้อมูลกลับ ข้อดีเชิงบริหารคือขอบเขตความเสี่ยงถูกจำกัดไว้ที่ไฟล์ ไม่ใช่ที่ระบบ
- 3
จัดกลุ่มด้วยเกณฑ์เดียวกับที่ใช้เบิก แล้วบันทึกเวอร์ชันติดไปกับผลลัพธ์
ผลลัพธ์ที่เก็บควรมีทั้ง
DRG,RW,AdjRW,WtLOS,OTและเวอร์ชันเกณฑ์ที่ใช้ ถ้าเก็บแค่AdjRWตัวเดียว เมื่อถูกถามว่าทำไมเคสนี้ได้เท่านี้ จะไม่มีใครตอบได้โดยไม่ต้องคำนวณใหม่ - 4
คืนผลเป็นคิวเคสที่ควรทบทวน พร้อมเหตุผลที่ตรวจสอบได้
ปลายทางไม่ใช่ไฟล์ที่เขียนกลับเข้า HIS แต่เป็นคิวให้คนตัดสินใจ โดยแต่ละรายการต้องบอกได้ว่าอ้างอิงหลักฐานอะไรในเวชระเบียน และการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งต้องมี audit trail ว่าใครอนุมัติเมื่อไหร่ กระบวนการเดิมที่ใช้เวลา 20 ถึง 30 วันในสาย Doctor ถึง Coder ถึง Auditor จึงถูกย่อได้โดยที่ผู้รับผิดชอบยังเป็นคนเดิม
- ทุกเคสที่ผ่านการจัดกลุ่มมีฟิลด์ เวอร์ชันเกณฑ์ และ วันที่จัดกลุ่ม เก็บคู่กับ
DRG,RW,AdjRW - เก็บ
WtLOSและOTของกลุ่มที่เคสตกลงไปด้วย ไม่ใช่เก็บแค่ค่าAdjRWสุดท้าย - ไฟล์ส่งออกใช้วันรับและวันจำหน่ายเป็นวันที่จริง ไม่ใช่ตัวเลข LOS ที่ระบบต้นทางคำนวณมาแล้ว
- เคสทารกมีวันเกิดและน้ำหนักแรกรับครบทุกราย เพราะสองฟิลด์นี้เปลี่ยนได้ทั้ง MDC และค่าน้ำหนัก
- การเปรียบเทียบ
AdjRWระหว่างระบบทำที่ทศนิยมสี่ตำแหน่ง ไม่ใช่ tolerance ที่กว้างกว่านั้น - มีชุดเคสอ้างอิงไว้รันซ้ำทุกครั้งที่เกณฑ์ขึ้นเวอร์ชัน และต้องอธิบายได้ทุกความต่างที่เกิดขึ้น
- ข้อมูลที่ออกจาก HIS ไม่มีตัวระบุตัวบุคคลเกินความจำเป็น และมีบันทึกการเข้าถึง สอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดให้ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26
- pipeline เป็นทางเดียวจริง ไม่มีขั้นตอนไหนเขียนข้อมูลกลับเข้าระบบ HIS
18
จุด outlier trim point ของตัวอย่างนี้ จาก round(3 × WtLOS)
4.7190
เพดาน AdjRW ที่ LOS เกิน 54 วัน นอนต่อไม่เพิ่มอีก
฿861
รายได้ส่วนเพิ่มต่อวันในช่วง b12 ของชุด M2 ที่ ฿7,100 ต่อ RW
371,163
เคสอ้างอิงที่ให้ผล DRG / RW / AdjRW ตรงกับโปรแกรมต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
- AdjRW ต่างจาก RW อย่างไร และคำนวณอย่างไร
- RW คือค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ประจำกลุ่ม DRG ที่เคสถูกจัดเข้า ส่วน AdjRW คือค่าที่ปรับตามจำนวนวันนอนจริงแล้ว และเป็นตัวที่นำไปคูณกับอัตราจ่ายต่อ RW การคำนวณแบ่งเป็นช่วง เคสที่จำหน่ายภายใน 24 ชั่วโมงได้ RW0d เคสที่นอนสั้นกว่า ceil(WtLOS/3) ได้ค่าไล่ระดับระหว่าง RW0d กับ RW เคสที่อยู่ในช่วง inlier ได้ RW เต็ม และเคสที่นอนเกินจุด OT ได้ส่วนเพิ่มรายวันตามสัมประสิทธิ์ b12 แล้วลดเป็น b23 จนถึงเพดานที่ 3 เท่าของ OT
- Outlier trim point (OT) คืออะไร คำนวณจากอะไร
- OT คือจุดที่เคสเริ่มถูกนับเป็นเคสนอนยาว คำนวณจาก round(3 × WtLOS) โดย WtLOS เป็นค่าวันนอนอ้างอิงประจำกลุ่ม DRG นั้น ตัวอย่างเช่นกลุ่มที่ WtLOS เท่ากับ 6 จะได้ OT เท่ากับ 18 วัน หมายความว่าวันที่ 1 ถึง 18 อยู่ในช่วงจ่ายเต็ม ส่วนวันที่ 19 เป็นต้นไปจึงเริ่มมีส่วนเพิ่มรายวัน เนื่องจาก WtLOS ต่างกันในแต่ละกลุ่ม จุด OT จึงต่างกันไปด้วย และไม่สามารถใช้ตัวเลขวันนอนตัวเดียวเป็นเกณฑ์ร่วมทั้งโรงพยาบาลได้
- การลดวันนอนช่วยเพิ่มรายได้เสมอหรือไม่
- ไม่เสมอไป ผลขึ้นกับว่าเคสอยู่ช่วงไหนของเส้นโค้ง ถ้าลดวันนอนภายในช่วง inlier ค่า AdjRW ไม่เปลี่ยนเลย ต้นทุนที่ประหยัดได้จึงเป็นผลบวกล้วน แต่ถ้าลดจนต่ำกว่า ceil(WtLOS/3) ค่า AdjRW จะร่วงลง เช่นในตัวอย่างที่ WtLOS เท่ากับ 6 การจำหน่ายที่ 1 วันแทน 3 วันทำให้ AdjRW ลดจาก 1.2000 เหลือ 0.8000 ดังนั้นเป้าลดวันนอนควรตั้งเป็นรายกลุ่ม DRG โดยอ้างอิง WtLOS และ OT ของกลุ่มนั้น
- ทำไมต้องเก็บเวอร์ชันของเกณฑ์ Thai DRG ไว้กับทุกเคส
- เพราะการขึ้นเวอร์ชันเปลี่ยนทั้งเงื่อนไขการจัดกลุ่ม ค่าน้ำหนัก และค่า WtLOS ที่กำหนดจุด OT เคสเดิมที่ไม่ได้แก้รหัสเลยจึงได้ AdjRW คนละค่าเมื่อจัดกลุ่มด้วยเกณฑ์คนละรุ่น ถ้าไม่บันทึกว่าเคสนี้คำนวณด้วยเวอร์ชันอะไรและเมื่อไหร่ การกระทบยอดย้อนหลังและการอธิบายส่วนต่างกับกองทุนจะทำไม่ได้ การเก็บเวอร์ชันไว้ยังทำให้ประเมินผลกระทบของเกณฑ์รุ่นถัดไปได้ล่วงหน้า ด้วยการจัดกลุ่มเคสย้อนหลังชุดเดียวกันด้วยสองเวอร์ชันแล้วเทียบกัน
- การเชื่อมต่อระบบต้องแก้ไข HIS เดิมหรือไม่
- ไม่ต้อง รูปแบบที่ใช้คือการส่งออกไฟล์ตามกำหนดเวลาแบบทางเดียวและอ่านอย่างเดียว ไม่ต้องเปิด API เข้าระบบหลัก ไม่ต้องติดตั้งส่วนเสริมบนเซิร์ฟเวอร์ HIS และไม่มีขั้นตอนไหนเขียนข้อมูลกลับ ผลลัพธ์ถูกส่งคืนเป็นคิวเคสที่ควรทบทวนให้คนตัดสินใจ ทีม IT จึงควบคุมได้ทั้งหมดว่าข้อมูลใดออกจากระบบบ้าง ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการดูแลข้อมูลสุขภาพตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
แหล่งอ้างอิงและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
- [1]คู่มือการจัดกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (Thai DRG) ฉบับที่ 6.3 ภาคผนวก H ว่าด้วยการปรับค่าน้ำหนักตามวันนอน และนิยาม RW, RW0d, WtLOS - สำนักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพ (สกส.)
- [2]หลักเกณฑ์การจ่ายชดเชยค่าบริการผู้ป่วยในตามระบบ DRG และอัตราจ่ายต่อน้ำหนักสัมพัทธ์ - สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
- [3]พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 ว่าด้วยข้อมูลอ่อนไหวและข้อมูลสุขภาพ - ราชกิจจานุเบกษา
- [4]ICD-10-TM และ ICD-9-CM มาตรฐานรหัสโรคและหัตถการที่ใช้ในระบบเบิกจ่ายผู้ป่วยในของไทย - กระทรวงสาธารณสุข
Portfolio Review
อยากรู้ว่าตัวเลขของโรงพยาบาลคุณเป็นเท่าไหร่
เรานำเคส IPD ย้อนหลังของคุณมาจัดกลุ่มใหม่ทั้งหมด แล้วรายงานเป็น Leakage Baseline ที่กระทบยอดกับสิ่งที่เบิกไปจริงได้ - ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
อ่านต่อ
ทำไม AdjRW ที่หายไป 0.05 ต่อเคส ถึงทำให้โรงพยาบาลสูญรายได้หลักล้านต่อปีโดยไม่รู้ตัว
ส่วนต่างเล็กน้อยระดับทศนิยมที่มองไม่เห็นในเคสเดียว เมื่อคูณด้วยจำนวนเคสทั้งปีและอัตราจ่ายต่อ RW กลายเป็นเงินหลักล้าน - และไม่มีบรรทัดไหนในงบการเงินที่จะฟ้องให้คุณรู้
เจาะลึกวิกฤต Coder เวชระเบียนไทย: เมื่อความซับซ้อนของเคสโตเกินขีดจำกัดของมนุษย์
เคสผู้ป่วยในที่มีวินิจฉัย 10 รหัส มีวิธีจัดวางโรคหลักและลำดับโรครองได้ 3,628,800 แบบ และแต่ละแบบพาเคสไปคนละ DRG cell ปัญหานี้ไม่ได้แก้ด้วยการขอให้ผู้ลงรหัสตั้งใจกว่าเดิม เพราะมันไม่เคยเป็นปัญหาของความตั้งใจ
จากข้อมูลย้อนหลังสู่เวิร์กโฟลว์จริง: คู่มือ 3 ขั้นตอนทำ Retrospective Batch Review
เครื่องยนต์ที่จัดกลุ่มได้ตรงทุกเคสยังไม่มีมูลค่า จนกว่าจะมีคนตอบได้ว่าเช้าวันจันทร์ควรเปิดเคสไหนก่อน นี่คือเวิร์กโฟลว์รันข้ามคืนที่เริ่มได้โดยไม่ต้องแตะ HIS และล้มแล้วรันใหม่ได้