ข้ามไปยังเนื้อหา

งานเวชระเบียน

เจาะลึกวิกฤต Coder เวชระเบียนไทย: เมื่อความซับซ้อนของเคสโตเกินขีดจำกัดของมนุษย์

เคสผู้ป่วยในที่มีวินิจฉัย 10 รหัส มีวิธีจัดวางโรคหลักและลำดับโรครองได้ 3,628,800 แบบ และแต่ละแบบพาเคสไปคนละ DRG cell ปัญหานี้ไม่ได้แก้ด้วยการขอให้ผู้ลงรหัสตั้งใจกว่าเดิม เพราะมันไม่เคยเป็นปัญหาของความตั้งใจ

อ่าน 28 นาทีบทความที่ 3 จาก 6
  • หัวหน้างานเวชระเบียน
  • Medical Coder
  • พยาบาลทบทวนเวชระเบียน

บทสนทนาเรื่องคุณภาพการลงรหัสในโรงพยาบาลไทยมักจบลงที่ข้อสรุปเดียวกัน คือ “ต้องอบรมผู้ลงรหัสเพิ่ม” หรือ “ต้องตรวจทานให้ละเอียดกว่านี้” ข้อสรุปนี้สมเหตุสมผลถ้าต้นเหตุคือความรู้หรือความใส่ใจ แต่ในเคสที่ซับซ้อนที่สุด ซึ่งบังเอิญเป็นเคสที่มีเงินเดิมพันสูงที่สุดด้วย ต้นเหตุไม่ได้อยู่ตรงนั้น

ผู้ป่วยสูงอายุที่นอนโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว มีปอดอักเสบร่วม มีความดันโลหิตสูงเดิม มีเบาหวานที่คุมไม่ได้ มีไตเรื้อรัง และซีดจนต้องให้เลือด คือเคสธรรมดาของเวรบ่ายวันหนึ่ง ไม่ใช่เคสหายาก และเคสธรรมดาแบบนี้เองที่จำนวนวิธีจัดวางชุดวินิจฉัยโตจนไม่มีมนุษย์คนใดไล่ดูได้ครบภายในเวลาที่มีต่อเคส

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้ลงรหัสเลือกผิด แต่อยู่ที่จำนวนตัวเลือกโตเร็วกว่าที่ใครจะไล่ดูได้ทัน

เลขคณิตของเคสเดียว: ทำไมจึงไม่ใช่ปัญหาของความตั้งใจ

การลงรหัสผู้ป่วยในหนึ่งเคสไม่ใช่การหยิบรหัสจากรายการ แต่เป็นการ จัดวางชุดรหัสทั้งชุด ว่ารหัสใดคือโรคหลัก (PDx) และรหัสที่เหลือเรียงต่อกันอย่างไร ถ้าเคสหนึ่งมีวินิจฉัย N รหัส จำนวนวิธีจัดวางที่เป็นไปได้คือ N! ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่โตเร็วกว่าที่สัญชาตญาณของคนจะประมาณได้ถูก

จำนวนวิธีจัดลำดับรหัสวินิจฉัยตามจำนวนโรคในหนึ่งเคสเคสที่มี 5 โรคมี 120 วิธีจัดลำดับ 8 โรคมี 40,320 วิธี 10 โรคมี 3.6 ล้านวิธี 12 โรคมี 479 ล้านวิธี และ 15 โรคมีมากกว่าหนึ่งล้านล้านวิธี ขณะที่เครื่องยนต์ประเมินจริงเพียง 256 ชุดที่เป็นไปได้ASSIGNMENTS PER CASE = N! (WHICH CODE IS PDx, AND IN WHAT ORDER)จำนวนโรคในเคสจำนวนวิธีจัดลำดับที่เป็นไปได้ (สเกลลอการิทึม)5 โรค1208 โรค40,32010 โรค3,628,80012 โรค479,001,60015 โรค1,307,674,368,000first-match collapse: เครื่องยนต์ประเมินจริงไม่เกิน 256 ชุด ต่อเคสเพราะจุดที่ลำดับมีผลเป็นลูป “เจอตัวแรกแล้วหยุด” - k! ยุบเหลือ k โดยไม่เสียคำตอบ≤ 256
จำนวนวิธีจัดวางต่อหนึ่งเคส เทียบกับจำนวนชุดที่ระบบประเมินจริง แกนของกราฟเป็นสเกลลอการิทึม เพราะค่าจริงกินช่วงถึงสิบหลักอันดับ
จำนวนวินิจฉัยในเคสจำนวนวิธีจัดวาง (N!)เวลาที่ต้องใช้ ถ้าตรวจได้ 1 ชุดต่อวินาที
5 รหัส1202 นาที
8 รหัส40,32011.2 ชั่วโมง
10 รหัส3,628,80042 วัน
12 รหัส479,001,60015.2 ปี
15 รหัส1,307,674,368,00041,466 ปี
คอลัมน์ขวาเป็นสมมติเชิงอธิบายที่ใจดีกับมนุษย์อย่างมาก คือให้พิจารณาหนึ่งชุดจบใน 1 วินาที และทำต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก เวลาจริงต่อการพิจารณาหนึ่งชุดสูงกว่านั้นหลายเท่า

แบบฟอร์มข้อมูลผู้ป่วยในที่ใช้ส่งเบิกรองรับโรครองได้สูงสุด 12 รหัสต่อเคส แปลว่าเคสที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ระบบจะรับได้คือ 13 วินิจฉัย ซึ่งมีวิธีจัดวาง 6,227,020,800 แบบ ตัวเลขระดับนี้ไม่ได้แก้ด้วยการอบรมเพิ่มหรือการตั้งใจให้มากขึ้น เพราะไม่มีปริมาณความตั้งใจใดที่ทำให้คนไล่ดูหกพันล้านทางเลือกได้

ทำไมการเลือกโรคหลักถึงเปลี่ยนราคาของทั้งเคส

โรคหลักไม่ใช่แค่บรรทัดแรกของใบสรุป แต่เป็นประตูบานแรกของการจัดกลุ่มทั้งหมด รหัสที่ถูกวางไว้ตำแหน่ง PDx เป็นตัวกำหนดว่าเคสเข้ากลุ่มโรคหลัก (MDC) ใด จากนั้นจึงถูกแยกว่าเป็นสายผ่าตัดหรือไม่ผ่าตัด แล้วจึงลงไปที่ DRG cell สุดท้ายพร้อมค่า RW ของเซลล์นั้น การเลือกรหัสอื่นเป็น PDx จึงไม่ใช่การขยับตัวเลขเล็กน้อย แต่คือการเริ่มต้นเส้นทางใหม่ทั้งเส้น

ชุดรหัสเดียวกัน เปลี่ยนเฉพาะโรคหลัก ได้ค่า AdjRW ต่างกันหกเท่าเคสเดียวกันที่มีรหัส I50.0, J18.0, N17.9, I10 และ E11.9 เมื่อเปลี่ยนว่ารหัสใดเป็นโรคหลัก ค่า AdjRW เปลี่ยนจาก 0.6017 เมื่อใช้ E11.9 ไปจนถึง 3.7381 เมื่อใช้ I10 ต่างกัน 6.2 เท่าโดยไม่มีการเพิ่มหรือลบรหัสใดเลยSAME FIVE CODES · MALE 72 · LOS 6 · ONLY THE PRINCIPAL CHANGESรหัสทั้งหมดในเคส: I50.0 · J18.0 · N17.9 · I10 · E11.9โรคหลัก (PDx)DRG ที่ได้ และค่า AdjRWE11.9เบาหวาน105610.6017J18.0ปอดอักเสบ045210.9877I50.0หัวใจล้มเหลว055511.3294N17.9ไตวายเฉียบพลัน115912.3181I10ความดันโลหิตสูง056033.7381SPREAD0.6017 ถึง 3.7381 = ต่างกัน 6.2 เท่า บนรหัสชุดเดิมกฎที่ต้องยึดโรคหลักคือสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยต้องนอน รพ. ไม่ใช่ค่าที่สูงที่สุด
ชุดรหัสเดียวกันทุกตัว ต่างกันแค่ว่ารหัสใดถูกวางเป็นโรคหลัก - ค่า AdjRW ต่างกันได้ถึง 6.2 เท่า บนการรักษาครั้งเดียวกัน

ลองดูเคสจริงที่รันผ่านเครื่องยนต์ได้เอง: ผู้ป่วยชาย อายุ 72 ปี นอน 6 วัน มีรหัส I50.0 หัวใจล้มเหลว, J18.0 ปอดอักเสบ, N17.9 ไตวายเฉียบพลัน, I10 ความดันโลหิตสูง และ E11.9 เบาหวาน เมื่อเปลี่ยนเฉพาะว่ารหัสใดถูกวางเป็นโรคหลัก โดยรหัสที่เหลือยังอยู่ครบทุกตัว ผลลัพธ์เดินจาก AdjRW 0.6017 (E11.9) ขึ้นไปถึง 3.7381 (I10) - ต่างกัน 6.2 เท่า โดยไม่มีรหัสใดถูกเพิ่มหรือถูกลบเลยแม้แต่ตัวเดียว

0.6017

ค่าต่ำสุดของชุดรหัสนี้ (PDx = E11.9)

3.7381

ค่าสูงสุดของชุดรหัสนี้ (PDx = I10)

6.2×

ช่วงห่างที่เกิดจากการเลือกโรคหลักเพียงอย่างเดียว

฿22,268

มูลค่าส่วนต่างต่อเคส ที่อัตรา ฿7,100 ต่อ RW

PDx        ->  MDC  ->  สายผ่าตัด / ไม่ผ่าตัด  ->  DRG cell
DRG cell   ->  RW  และ  WtLOS
WtLOS      ->  จุดตัด short stay = ceil(WtLOS / 3)
WtLOS      ->  outlier trim point  OT = round(3 x WtLOS)

short stay :  AdjRW = RW0d + LOS x (RW - RW0d) / ceil(WtLOS / 3)
inlier     :  AdjRW = RW
outlier    :  AdjRW = RW + OF x b12 x (LOS - OT)      (ช่วงแรก)
เส้นทางจากการเลือกโรคหลักไปจนถึงเงินจริง ปัดผลลัพธ์ที่ทศนิยมสี่ตำแหน่งแบบ half-up ตาม Appendix H

ผลกระทบชั้นที่สองคือสิ่งที่มักถูกมองข้าม การเปลี่ยน DRG cell ไม่ได้เปลี่ยนแค่ RW แต่เปลี่ยน WtLOS ของเซลล์ด้วย และ WtLOS คือตัวกำหนดทั้งจุดตัด short stay และจุด outlier trim point ของเคสนั้น ผลคือเคสที่นอน 4 วันอาจถูกคิดแบบ short stay ในเซลล์หนึ่ง แต่ได้ค่าเต็มแบบ inlier ในอีกเซลล์หนึ่ง การเลือก PDx จึงเปลี่ยนทั้งค่าตั้งต้นและกติกาการปรับตามวันนอนไปพร้อมกัน

โรครองไม่ได้มีแค่ “มี” กับ “ไม่มี”

ความซับซ้อนของผู้ป่วยถูกสรุปเป็นค่า PCCL ซึ่งประมวลจากโรคร่วมและภาวะแทรกซ้อนที่ถูกบันทึกไว้ กลไกนี้ทำงานเป็นขั้นบันได ไม่ใช่ทางลาด โรคร่วมหนึ่งข้อที่ตกหล่นจึงไม่ได้ทำให้ค่าลดลงเล็กน้อยตามสัดส่วน แต่ทำให้เคสทั้งเคสร่วงลงมาทั้งขั้น

มีความเข้าใจผิดหนึ่งที่ควรแก้ให้ตรงกันก่อน คือหลายคนเชื่อว่าลำดับที่พิมพ์โรครองในใบเบิกเป็นตัวกำหนดค่า PCCL โดยตรง ในทางกลไกไม่ใช่ ตัวคำนวณจัดเรียงรายการโรคร่วมตามระดับความรุนแรงของมันเองก่อนคิดค่าเสมอ สิ่งที่กำหนดผลจริงคือ โรคร่วมข้อนั้นถูกบันทึกหรือไม่ และ มันถูกกันออกด้วยกฎ CC exclusion เพราะซ้ำซ้อนกับโรคหลักหรือไม่ แล้วลำดับมีผลตรงไหน คำตอบคือมีผลอยู่จำนวนจำกัดและระบุตำแหน่งได้ ทุกตำแหน่งมีโครงสร้างเดียวกันคือลูปที่ “เจอตัวแรกที่เข้าเงื่อนไขแล้วหยุด”

  • การสลับโรคหลักในกลุ่มสูติกรรม เมื่อโรคหลักเป็นรหัสกลุ่ม O99.x หรือ O98.x เกณฑ์จะสลับไปใช้โรครองที่เข้าเงื่อนไขตัวแรกที่พบ ลำดับที่โรครองเรียงมาจึงเปลี่ยนคำตอบได้
  • การจัดคลาสของโรครองภายใน MDC 14 เป็นลูปที่หยุดที่คลาสแรกที่ตรงเงื่อนไข ไม่ใช่การเลือกคลาสที่ให้ค่าสูงสุด
  • การย้าย MDC ตามหัตถการ ระบบไล่ดูหัตถการตามลำดับที่ส่งมา และใช้ตัวแรกที่พาเคสย้ายไป MDC ของหัตถการได้

โครงสร้างแบบนี้คือเหตุผลที่ปัญหาซึ่งดูเหมือน factorial ยุบลงได้โดยไม่เสียคำตอบ ถ้าจุดตัดสินคือ “ตัวแรกที่เข้าเงื่อนไข” การทดลองที่จำเป็นก็มีเพียง k แบบ คือยกแต่ละตัวที่เข้าเงื่อนไขขึ้นมาไว้หน้าสุดทีละตัว ไม่ใช่ k! แบบ

มองแบบไร้เดียงสา       :  N!         (15 รหัส = 1,307,674,368,000 ชุด)
เลือกโรคหลัก           :  N ชุด      (แต่ละชุดคงลำดับเดิมที่ผู้ลงรหัสส่งมา)
จุดที่ลำดับมีผลจริง    :  k ชุด/จุด  (first-match collapse: k! -> k)

เพดานที่ประเมินจริง    :  <= 256 ชุดต่อเคส
256 คือเพดานจริงของระบบต่อหนึ่งเคส ไม่ใช่ค่าประมาณ และทุกชุดที่ประเมินต้องมีรหัสครบทุกตัวที่ผู้ลงรหัสส่งมา ไม่มีชุดใดที่ได้คำตอบมาจากการซ่อนวินิจฉัยทิ้ง

Co-pilot ไม่ใช่ autopilot: เครื่องหาความเป็นไปได้ คนตัดสินหลักฐาน

เมื่อจำนวนความเป็นไปได้ถูกลดจากหลักพันล้านเหลือหลักร้อย งานที่เคยเป็นไปไม่ได้ก็กลายเป็นงานที่ตรวจทานได้จริงในเวลาที่มี แต่การลดจำนวนตัวเลือกไม่ได้แปลว่าเครื่องตัดสินแทนคนได้ สองอย่างนี้เป็นคนละเรื่องกัน และการสับสนระหว่างสองเรื่องนี้คือที่มาของความเสี่ยงเกือบทั้งหมดที่ตามมา

สิ่งที่เครื่องทำได้ดีกว่าคนอย่างไม่ต้องถกเถียง

  • ไล่ชุดการจัดวางที่กฎอนุญาตให้ครบ โดยไม่เหนื่อย ไม่ข้าม และไม่ลืม
  • คำนวณ DRG, RW และ AdjRW ด้วยเกณฑ์เดียวกับที่ใช้เบิกจริง ทุกชุดเท่ากันหมด
  • จำเงื่อนไข CC exclusion และตารางค่าตัดของเกณฑ์ทั้งเล่มได้โดยไม่พลาด
  • ให้ผลซ้ำเดิมทุกครั้งที่ป้อนข้อมูลเดิม และบอกได้ว่าคำตอบเดินมาทางไหน

สิ่งที่เครื่องทำแทนคนไม่ได้

  • อ่านบริบททางคลินิกว่าอะไรคือเหตุผลหลักที่ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลจริง
  • ตัดสินว่าหลักฐานในเวชระเบียนรองรับรหัสนั้นเพียงพอหรือยัง
  • ตั้งคำถามกับแพทย์เจ้าของไข้เมื่อบันทึกกำกวม และเลือกคำถามที่ไม่ชี้นำ
  • รับผิดชอบต่อใบเบิกที่ส่งออกไปในนามของโรงพยาบาล
  1. 1

    เครื่องเสนอ ไม่ใช่เครื่องตัดสิน

    ระบบไล่ชุดที่เป็นไปได้ตามกฎ แล้วจัดอันดับพร้อมระบุให้ชัดว่าชุดที่ให้ค่าสูงกว่า ต่างจากชุดที่ผู้ลงรหัสทำไว้ตรงจุดใดบ้าง ถ้าอธิบายจุดต่างไม่ได้ ก็ไม่ควรเสนอ

  2. 2

    ทุกข้อเสนอมาพร้อมเงื่อนไขหลักฐาน

    ข้อเสนอที่ใช้งานได้ต้องบอกว่า ถ้าจะวางรหัสนี้เป็นโรคหลักหรือจะเพิ่มโรคร่วมข้อนี้ ต้องมีอะไรอยู่ในเวชระเบียน เช่น บันทึกแพทย์ ผล lab หรือรายงานการตรวจที่ยืนยัน

  3. 3

    ผู้ลงรหัสตรวจกับเอกสารจริง

    ขั้นนี้ห้ามข้ามและห้ามทำแบบกลุ่ม ผู้ลงรหัสเปิดเวชระเบียนแล้วตอบคำถามเดียวคือหลักฐานมีหรือไม่มี ถ้าไม่มี ข้อเสนอนั้นตกไปทันทีโดยไม่ต้องดูว่าค่ามันสูงแค่ไหน

  4. 4

    query แพทย์เมื่อบันทึกไม่พอ

    เมื่อบันทึกกำกวมจนตัดสินไม่ได้ ทางออกคือถามแพทย์ด้วยคำถามที่เป็นกลาง ไม่ใช่การเดาแทน และไม่ใช่การเลือกคำตอบที่ให้ค่าสูงกว่าโดยอัตโนมัติ

  5. 5

    บันทึก audit trail ทุกการเปลี่ยนแปลง

    ใครเปลี่ยน เปลี่ยนจากอะไรเป็นอะไร ด้วยหลักฐานชิ้นใด และเมื่อไร ถ้ามีการตรวจสอบย้อนหลังในอีกสองปี เอกสารชุดนี้คือสิ่งเดียวที่ตอบแทนโรงพยาบาลได้

สิ่งที่หัวหน้างานเวชระเบียนควรกำหนดเป็นเงื่อนไข

  • ทุกข้อเสนอต้องระบุจุดต่างจากชุดเดิมได้เป็นรายรหัส ไม่ใช่บอกแค่ว่าค่าใหม่สูงกว่า
  • ทุกข้อเสนอต้องระบุเงื่อนไขหลักฐานที่ต้องมีในเวชระเบียนก่อนจะยอมรับได้
  • ผู้ลงรหัสต้องปฏิเสธข้อเสนอได้โดยไม่ต้องขออนุมัติใคร และการปฏิเสธต้องถูกบันทึกไว้เท่ากับการยอมรับ
  • ผลการจัดกลุ่มต้องตรงกับโปรแกรม Thai DRG ต้นฉบับ และต้องขอดูตัวเลขว่าตรวจสอบจากกี่เคส
  • ทุกชุดที่ระบบประเมินต้องมีรหัสครบตามที่ส่งเข้าไป ไม่มีการตัดวินิจฉัยทิ้งเพื่อให้ได้ค่าที่สูงกว่า
  • ข้อมูลที่ใช้ทบทวนย้อนหลังต้องไม่มีข้อมูลระบุตัวผู้ป่วย และต้องระบุฐานทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ให้ชัดเจนก่อนเริ่ม

สรุป: เปลี่ยนงานที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นงานที่ตรวจทานได้

ถ้ามองว่าการลงรหัสที่ไม่ได้ค่าสูงสุดตามเกณฑ์คือความบกพร่องของผู้ลงรหัส ทางแก้ที่ตามมาจะเป็นการอบรมเพิ่ม การตั้ง KPI และการตรวจซ้ำ ซึ่งทั้งหมดเพิ่มภาระให้คนที่ภาระเต็มอยู่แล้ว โดยไม่แตะต้นเหตุเลยแม้แต่น้อย เพราะต้นเหตุคือจำนวนความเป็นไปได้ที่โตแบบ factorial ในขณะที่เวลาต่อเคสคงที่ การแบ่งงานที่ตรงกับความจริงคือ ให้เครื่องรับงานที่เป็นการนับและการคำนวณซ้ำ ๆ ซึ่งเครื่องทำได้ครบและทำได้เท่ากันทุกครั้ง แล้วคืนเวลาของผู้ลงรหัสไปให้งานที่ต้องใช้วิจารณญาณ คือการอ่านเวชระเบียน การตัดสินว่าหลักฐานพอหรือไม่ และการถามแพทย์เมื่อจำเป็น นั่นคือความหมายเดียวของคำว่า co-pilot ที่ใช้ได้จริงในงานเวชระเบียน

เครื่องมือที่ดีไม่ได้ทำให้ผู้ลงรหัสตัดสินใจน้อยลง แต่ทำให้ทุกการตัดสินใจเกิดขึ้นบนข้อมูลที่ครบกว่าเดิม

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมการเลือกโรคหลักถึงเปลี่ยนค่า AdjRW ได้มากขนาดนั้น
เพราะโรคหลักเป็นตัวกำหนดเส้นทางการจัดกลุ่มทั้งเส้น ตั้งแต่กลุ่มโรคหลัก (MDC) การแยกสายผ่าตัดหรือไม่ผ่าตัด ไปจนถึง DRG cell สุดท้ายที่ถือค่า RW และ WtLOS ของตัวเอง ตัวอย่างจริงที่รันผ่านเครื่องยนต์ได้เองคือเคสชาย อายุ 72 ปี นอน 6 วัน ที่มีรหัส I50.0, J18.0, N17.9, I10 และ E11.9 ครบทุกตัว เมื่อเปลี่ยนเฉพาะว่ารหัสใดเป็นโรคหลัก ค่า AdjRW เดินจาก 0.6017 เมื่อใช้ E11.9 ไปจนถึง 3.7381 เมื่อใช้ I10 ต่างกัน 6.2 เท่าบนชุดรหัสเดิมทุกตัว ทั้งนี้โรคหลักที่ถูกต้องคือโรคที่เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลตามที่บันทึกไว้ ไม่ใช่ค่าที่สูงที่สุด
การให้ระบบช่วยจัดวางชุดวินิจฉัยใหม่ ถือเป็น upcoding หรือไม่
ไม่ถือเป็น upcoding ถ้าผลลัพธ์สะท้อนสิ่งที่บันทึกไว้ในเวชระเบียนอยู่แล้ว เช่น การวางโรคหลักให้ตรงกับเหตุผลหลักที่ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลตามนิยาม main condition หรือการบันทึกโรคร่วมที่มีผลตรวจยืนยันอยู่แล้ว เส้นแบ่งอยู่ที่ว่าหลักฐานรองรับหรือไม่ ไม่ใช่ว่าตัวเลขขึ้นหรือลง ถ้าไม่มีหลักฐาน ข้อเสนอนั้นต้องถูกปฏิเสธไม่ว่าค่าจะสูงเพียงใด
ผู้ลงรหัสต้องไล่ดูทุกความเป็นไปได้จริงหรือไม่
ไม่ต้อง และไม่มีทางทำได้ด้วยมือ เคสที่มี 10 วินิจฉัยมีวิธีจัดวาง 3,628,800 แบบ แต่จุดที่ลำดับมีผลต่อคำตอบจริงมีจำนวนจำกัดและทุกจุดเป็นลูปแบบเจอตัวแรกแล้วหยุด จำนวนชุดที่ต้องทดลองจึงยุบจาก k! เหลือ k ทำให้ระบบประเมินจริงไม่เกิน 256 ชุดต่อเคส ซึ่งเป็นจำนวนที่คนตรวจทานผลสรุปได้ในเวลาที่มี
ลำดับที่พิมพ์โรครองในใบเบิกมีผลต่อค่า PCCL หรือไม่
โดยตรงไม่มี เพราะตัวคำนวณจัดเรียงรายการโรคร่วมตามระดับความรุนแรงของมันเองก่อนคิดค่าเสมอ สิ่งที่กำหนดค่า PCCL จริงคือโรคร่วมข้อนั้นถูกบันทึกไว้หรือไม่ และถูกกันออกด้วยกฎ CC exclusion เพราะซ้ำซ้อนกับโรคหลักหรือไม่ ลำดับมีผลในจุดอื่นของเกณฑ์ เช่น การสลับโรคหลักในกลุ่มสูติกรรมและการย้าย MDC ตามหัตถการ
โรงพยาบาลจะรู้ได้อย่างไรว่าเคสของตัวเองมีปัญหานี้มากแค่ไหน
วิธีที่ตรงที่สุดคือนำเคสผู้ป่วยในย้อนหลัง 12 เดือนมาจัดกลุ่มใหม่ด้วยเกณฑ์เดียวกับที่ใช้เบิก แล้วเทียบกับค่าที่เบิกไปจริง ข้อมูลที่ต้องใช้มีเพียงรหัส ICD-10, ICD-9-CM, อายุ, เพศ, วันนอน, สถานะจำหน่าย และรหัสอ้างอิงเคส โดยไม่ต้องมีชื่อหรือเลขบัตรประชาชนของผู้ป่วย ผลที่ได้จะแยกได้ว่าส่วนต่างมาจากการจัดวางชุดรหัสที่แก้ได้ทันที หรือมาจากเอกสารที่ต้องตามหาเพิ่ม

แหล่งอ้างอิงและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

  1. [1]คู่มือการจัดกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (Thai DRG) ฉบับที่ 6.3 นิยามโรคหลัก โรคร่วม PCCL และการคำนวณ AdjRW - สำนักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพ (สกส.)
  2. [2]หลักเกณฑ์การจ่ายชดเชยค่าบริการผู้ป่วยในตามระบบ DRG - สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
  3. [3]ICD-10-TM และ ICD-9-CM มาตรฐานรหัสโรคและหัตถการที่ใช้ในระบบเบิกจ่ายของไทย - กระทรวงสาธารณสุข
  4. [4]พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 ว่าด้วยข้อมูลสุขภาพซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหว - ราชกิจจานุเบกษา

Portfolio Review

อยากรู้ว่าตัวเลขของโรงพยาบาลคุณเป็นเท่าไหร่

เรานำเคส IPD ย้อนหลังของคุณมาจัดกลุ่มใหม่ทั้งหมด แล้วรายงานเป็น Leakage Baseline ที่กระทบยอดกับสิ่งที่เบิกไปจริงได้ - ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

สมการรายได้ที่รั่วไหลจาก AdjRWจำนวนเคสผู้ป่วยในต่อปี 18,000 เคส คูณด้วย AdjRW ที่หายไป 0.05 ต่อเคส คูณด้วยอัตราจ่าย 7,100 บาทต่อ RW เท่ากับรายได้ที่หายไป 6,390,000 บาทต่อปีIPD CASES / YEAR18,000รพ. ทั่วไปขนาดกลาง×ADJRW LOST / CASE0.05ส่วนที่บันทึกตกหล่น×BAHT PER RW฿7,100อัตราจ่ายต่อ 1 RWANNUAL REVENUE LEAKAGEเงินที่ควรได้ แต่ไม่เคยถูกเบิกเทียบเท่าพยาบาลวิชาชีพราว 12 อัตรา ต่อปี฿6,390,000PER YEAR
การเงินโรงพยาบาลอ่าน 21 นาที

ทำไม AdjRW ที่หายไป 0.05 ต่อเคส ถึงทำให้โรงพยาบาลสูญรายได้หลักล้านต่อปีโดยไม่รู้ตัว

ส่วนต่างเล็กน้อยระดับทศนิยมที่มองไม่เห็นในเคสเดียว เมื่อคูณด้วยจำนวนเคสทั้งปีและอัตราจ่ายต่อ RW กลายเป็นเงินหลักล้าน - และไม่มีบรรทัดไหนในงบการเงินที่จะฟ้องให้คุณรู้

ผู้อำนวยการโรงพยาบาล
เส้นแบ่งระหว่าง CDI กับ Upcodingแถบต่อเนื่องจากการบันทึกตกหล่น ผ่านการทำ CDI ที่มีหลักฐานรองรับ ไปสู่การตีความเกินหลักฐาน และการทำ Upcoding ที่ไม่มีหลักฐาน เส้นแบ่งอยู่ที่ว่าผู้ตรวจสอบอ่านเวชระเบียนแล้วได้รหัสเดียวกันหรือไม่DOCUMENTATION INTEGRITY - ONE CONTINUUM, ONE BOUNDARYเส้นแบ่ง = มีหลักฐานในเวชระเบียนหรือไม่บันทึกตกหล่นได้น้อยกว่าที่ควรCDI ที่ถูกต้องมีหลักฐานในเวชระเบียนตีความเกินหลักฐานก้ำกึ่ง - ต้องมีเหตุผลกำกับUpcodingไม่มีหลักฐานรองรับUNDER-CODINGFRAUD RISK✓ CDIรหัสเปลี่ยน เพราะเอกสารชัดขึ้นผ่านการ audit ย้อนหลังได้ เพราะชี้หลักฐานได้ทุกครั้ง✕ UPCODINGรหัสเปลี่ยน ทั้งที่เอกสารเท่าเดิมเสี่ยงถูกเรียกเงินคืน และกระทบความน่าเชื่อถือทั้งองค์กร
ธรรมาภิบาลและการตรวจสอบอ่าน 35 นาที

เส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง Upcoding กับ CDI: เพิ่มรายได้อย่างไรโดยไม่เสี่ยงถูกเรียกเงินคืน

ทั้งสองอย่างทำให้ AdjRW สูงขึ้นเหมือนกัน ต่างกันตรงที่อย่างหนึ่งรอดจากการตรวจสอบย้อนหลัง อีกอย่างหนึ่งไม่รอด - และสิ่งที่แยกมันออกจากกันไม่ใช่ตัวเลข แต่คือหลักฐานที่ชี้ได้ในเวชระเบียน

ทีมตรวจสอบภายใน (Internal Audit)
เวิร์กโฟลว์แบบรันข้ามคืนสำหรับการทบทวนเวชระเบียนเคสที่จำหน่ายตอนเย็นถูกส่งออกอัตโนมัติเวลา 22 นาฬิกา ประมวลผลจัดกลุ่มตอนตี 2 และเช้าวันถัดมาเวลา 8 นาฬิกา coder จะเห็นคิวเฉพาะเคสที่มีมูลค่าสูงพร้อมทบทวนOVERNIGHT BATCH - NO ONE WAITS FOR THE MACHINEนอกเวลาทำการ16:00จำหน่ายผู้ป่วยเคสของวันปิดที่ HIS22:00Export อัตโนมัติไฟล์เดียว ส่งเข้าคิว02:00Batch Groupingจัดกลุ่มทุกเคสที่จำหน่าย08:00Coder เปิดคิวเห็นเฉพาะเคส High-ValueWITHOUT THE BATCHcoder เปิดมาเจอกองเคสเท่ากันหมด ไล่ทบทวนตามลำดับที่มาถึงWITH THE BATCHเวลาเท่าเดิม ถูกใช้กับเคสที่มีส่วนต่างจริงก่อน
เวิร์กโฟลว์และการนำไปใช้อ่าน 32 นาที

จากข้อมูลย้อนหลังสู่เวิร์กโฟลว์จริง: คู่มือ 3 ขั้นตอนทำ Retrospective Batch Review

เครื่องยนต์ที่จัดกลุ่มได้ตรงทุกเคสยังไม่มีมูลค่า จนกว่าจะมีคนตอบได้ว่าเช้าวันจันทร์ควรเปิดเคสไหนก่อน นี่คือเวิร์กโฟลว์รันข้ามคืนที่เริ่มได้โดยไม่ต้องแตะ HIS และล้มแล้วรันใหม่ได้

เจ้าหน้าที่ IT โรงพยาบาล