งานเวชระเบียน
เจาะลึกวิกฤต Coder เวชระเบียนไทย: เมื่อความซับซ้อนของเคสโตเกินขีดจำกัดของมนุษย์
เคสผู้ป่วยในที่มีวินิจฉัย 10 รหัส มีวิธีจัดวางโรคหลักและลำดับโรครองได้ 3,628,800 แบบ และแต่ละแบบพาเคสไปคนละ DRG cell ปัญหานี้ไม่ได้แก้ด้วยการขอให้ผู้ลงรหัสตั้งใจกว่าเดิม เพราะมันไม่เคยเป็นปัญหาของความตั้งใจ
- หัวหน้างานเวชระเบียน
- Medical Coder
- พยาบาลทบทวนเวชระเบียน
บทสนทนาเรื่องคุณภาพการลงรหัสในโรงพยาบาลไทยมักจบลงที่ข้อสรุปเดียวกัน คือ “ต้องอบรมผู้ลงรหัสเพิ่ม” หรือ “ต้องตรวจทานให้ละเอียดกว่านี้” ข้อสรุปนี้สมเหตุสมผลถ้าต้นเหตุคือความรู้หรือความใส่ใจ แต่ในเคสที่ซับซ้อนที่สุด ซึ่งบังเอิญเป็นเคสที่มีเงินเดิมพันสูงที่สุดด้วย ต้นเหตุไม่ได้อยู่ตรงนั้น
ผู้ป่วยสูงอายุที่นอนโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว มีปอดอักเสบร่วม มีความดันโลหิตสูงเดิม มีเบาหวานที่คุมไม่ได้ มีไตเรื้อรัง และซีดจนต้องให้เลือด คือเคสธรรมดาของเวรบ่ายวันหนึ่ง ไม่ใช่เคสหายาก และเคสธรรมดาแบบนี้เองที่จำนวนวิธีจัดวางชุดวินิจฉัยโตจนไม่มีมนุษย์คนใดไล่ดูได้ครบภายในเวลาที่มีต่อเคส
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้ลงรหัสเลือกผิด แต่อยู่ที่จำนวนตัวเลือกโตเร็วกว่าที่ใครจะไล่ดูได้ทัน
เลขคณิตของเคสเดียว: ทำไมจึงไม่ใช่ปัญหาของความตั้งใจ
การลงรหัสผู้ป่วยในหนึ่งเคสไม่ใช่การหยิบรหัสจากรายการ แต่เป็นการ จัดวางชุดรหัสทั้งชุด ว่ารหัสใดคือโรคหลัก (PDx) และรหัสที่เหลือเรียงต่อกันอย่างไร ถ้าเคสหนึ่งมีวินิจฉัย N รหัส จำนวนวิธีจัดวางที่เป็นไปได้คือ N! ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่โตเร็วกว่าที่สัญชาตญาณของคนจะประมาณได้ถูก
| จำนวนวินิจฉัยในเคส | จำนวนวิธีจัดวาง (N!) | เวลาที่ต้องใช้ ถ้าตรวจได้ 1 ชุดต่อวินาที |
|---|---|---|
| 5 รหัส | 120 | 2 นาที |
| 8 รหัส | 40,320 | 11.2 ชั่วโมง |
| 10 รหัส | 3,628,800 | 42 วัน |
| 12 รหัส | 479,001,600 | 15.2 ปี |
| 15 รหัส | 1,307,674,368,000 | 41,466 ปี |
แบบฟอร์มข้อมูลผู้ป่วยในที่ใช้ส่งเบิกรองรับโรครองได้สูงสุด 12 รหัสต่อเคส แปลว่าเคสที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ระบบจะรับได้คือ 13 วินิจฉัย ซึ่งมีวิธีจัดวาง 6,227,020,800 แบบ ตัวเลขระดับนี้ไม่ได้แก้ด้วยการอบรมเพิ่มหรือการตั้งใจให้มากขึ้น เพราะไม่มีปริมาณความตั้งใจใดที่ทำให้คนไล่ดูหกพันล้านทางเลือกได้
ทำไมการเลือกโรคหลักถึงเปลี่ยนราคาของทั้งเคส
โรคหลักไม่ใช่แค่บรรทัดแรกของใบสรุป แต่เป็นประตูบานแรกของการจัดกลุ่มทั้งหมด รหัสที่ถูกวางไว้ตำแหน่ง PDx เป็นตัวกำหนดว่าเคสเข้ากลุ่มโรคหลัก (MDC) ใด จากนั้นจึงถูกแยกว่าเป็นสายผ่าตัดหรือไม่ผ่าตัด แล้วจึงลงไปที่ DRG cell สุดท้ายพร้อมค่า RW ของเซลล์นั้น การเลือกรหัสอื่นเป็น PDx จึงไม่ใช่การขยับตัวเลขเล็กน้อย แต่คือการเริ่มต้นเส้นทางใหม่ทั้งเส้น
ลองดูเคสจริงที่รันผ่านเครื่องยนต์ได้เอง: ผู้ป่วยชาย อายุ 72 ปี นอน 6 วัน มีรหัส I50.0 หัวใจล้มเหลว, J18.0 ปอดอักเสบ, N17.9 ไตวายเฉียบพลัน, I10 ความดันโลหิตสูง และ E11.9 เบาหวาน เมื่อเปลี่ยนเฉพาะว่ารหัสใดถูกวางเป็นโรคหลัก โดยรหัสที่เหลือยังอยู่ครบทุกตัว ผลลัพธ์เดินจาก AdjRW 0.6017 (E11.9) ขึ้นไปถึง 3.7381 (I10) - ต่างกัน 6.2 เท่า โดยไม่มีรหัสใดถูกเพิ่มหรือถูกลบเลยแม้แต่ตัวเดียว
0.6017
ค่าต่ำสุดของชุดรหัสนี้ (PDx = E11.9)
3.7381
ค่าสูงสุดของชุดรหัสนี้ (PDx = I10)
6.2×
ช่วงห่างที่เกิดจากการเลือกโรคหลักเพียงอย่างเดียว
฿22,268
มูลค่าส่วนต่างต่อเคส ที่อัตรา ฿7,100 ต่อ RW
PDx -> MDC -> สายผ่าตัด / ไม่ผ่าตัด -> DRG cell
DRG cell -> RW และ WtLOS
WtLOS -> จุดตัด short stay = ceil(WtLOS / 3)
WtLOS -> outlier trim point OT = round(3 x WtLOS)
short stay : AdjRW = RW0d + LOS x (RW - RW0d) / ceil(WtLOS / 3)
inlier : AdjRW = RW
outlier : AdjRW = RW + OF x b12 x (LOS - OT) (ช่วงแรก)ผลกระทบชั้นที่สองคือสิ่งที่มักถูกมองข้าม การเปลี่ยน DRG cell ไม่ได้เปลี่ยนแค่ RW แต่เปลี่ยน WtLOS ของเซลล์ด้วย และ WtLOS คือตัวกำหนดทั้งจุดตัด short stay และจุด outlier trim point ของเคสนั้น ผลคือเคสที่นอน 4 วันอาจถูกคิดแบบ short stay ในเซลล์หนึ่ง แต่ได้ค่าเต็มแบบ inlier ในอีกเซลล์หนึ่ง การเลือก PDx จึงเปลี่ยนทั้งค่าตั้งต้นและกติกาการปรับตามวันนอนไปพร้อมกัน
โรครองไม่ได้มีแค่ “มี” กับ “ไม่มี”
ความซับซ้อนของผู้ป่วยถูกสรุปเป็นค่า PCCL ซึ่งประมวลจากโรคร่วมและภาวะแทรกซ้อนที่ถูกบันทึกไว้ กลไกนี้ทำงานเป็นขั้นบันได ไม่ใช่ทางลาด โรคร่วมหนึ่งข้อที่ตกหล่นจึงไม่ได้ทำให้ค่าลดลงเล็กน้อยตามสัดส่วน แต่ทำให้เคสทั้งเคสร่วงลงมาทั้งขั้น
มีความเข้าใจผิดหนึ่งที่ควรแก้ให้ตรงกันก่อน คือหลายคนเชื่อว่าลำดับที่พิมพ์โรครองในใบเบิกเป็นตัวกำหนดค่า PCCL โดยตรง ในทางกลไกไม่ใช่ ตัวคำนวณจัดเรียงรายการโรคร่วมตามระดับความรุนแรงของมันเองก่อนคิดค่าเสมอ สิ่งที่กำหนดผลจริงคือ โรคร่วมข้อนั้นถูกบันทึกหรือไม่ และ มันถูกกันออกด้วยกฎ CC exclusion เพราะซ้ำซ้อนกับโรคหลักหรือไม่ แล้วลำดับมีผลตรงไหน คำตอบคือมีผลอยู่จำนวนจำกัดและระบุตำแหน่งได้ ทุกตำแหน่งมีโครงสร้างเดียวกันคือลูปที่ “เจอตัวแรกที่เข้าเงื่อนไขแล้วหยุด”
- การสลับโรคหลักในกลุ่มสูติกรรม เมื่อโรคหลักเป็นรหัสกลุ่ม
O99.xหรือO98.xเกณฑ์จะสลับไปใช้โรครองที่เข้าเงื่อนไขตัวแรกที่พบ ลำดับที่โรครองเรียงมาจึงเปลี่ยนคำตอบได้ - การจัดคลาสของโรครองภายใน MDC 14 เป็นลูปที่หยุดที่คลาสแรกที่ตรงเงื่อนไข ไม่ใช่การเลือกคลาสที่ให้ค่าสูงสุด
- การย้าย MDC ตามหัตถการ ระบบไล่ดูหัตถการตามลำดับที่ส่งมา และใช้ตัวแรกที่พาเคสย้ายไป MDC ของหัตถการได้
โครงสร้างแบบนี้คือเหตุผลที่ปัญหาซึ่งดูเหมือน factorial ยุบลงได้โดยไม่เสียคำตอบ ถ้าจุดตัดสินคือ “ตัวแรกที่เข้าเงื่อนไข” การทดลองที่จำเป็นก็มีเพียง k แบบ คือยกแต่ละตัวที่เข้าเงื่อนไขขึ้นมาไว้หน้าสุดทีละตัว ไม่ใช่ k! แบบ
มองแบบไร้เดียงสา : N! (15 รหัส = 1,307,674,368,000 ชุด)
เลือกโรคหลัก : N ชุด (แต่ละชุดคงลำดับเดิมที่ผู้ลงรหัสส่งมา)
จุดที่ลำดับมีผลจริง : k ชุด/จุด (first-match collapse: k! -> k)
เพดานที่ประเมินจริง : <= 256 ชุดต่อเคสCo-pilot ไม่ใช่ autopilot: เครื่องหาความเป็นไปได้ คนตัดสินหลักฐาน
เมื่อจำนวนความเป็นไปได้ถูกลดจากหลักพันล้านเหลือหลักร้อย งานที่เคยเป็นไปไม่ได้ก็กลายเป็นงานที่ตรวจทานได้จริงในเวลาที่มี แต่การลดจำนวนตัวเลือกไม่ได้แปลว่าเครื่องตัดสินแทนคนได้ สองอย่างนี้เป็นคนละเรื่องกัน และการสับสนระหว่างสองเรื่องนี้คือที่มาของความเสี่ยงเกือบทั้งหมดที่ตามมา
สิ่งที่เครื่องทำได้ดีกว่าคนอย่างไม่ต้องถกเถียง
- ไล่ชุดการจัดวางที่กฎอนุญาตให้ครบ โดยไม่เหนื่อย ไม่ข้าม และไม่ลืม
- คำนวณ DRG, RW และ AdjRW ด้วยเกณฑ์เดียวกับที่ใช้เบิกจริง ทุกชุดเท่ากันหมด
- จำเงื่อนไข CC exclusion และตารางค่าตัดของเกณฑ์ทั้งเล่มได้โดยไม่พลาด
- ให้ผลซ้ำเดิมทุกครั้งที่ป้อนข้อมูลเดิม และบอกได้ว่าคำตอบเดินมาทางไหน
สิ่งที่เครื่องทำแทนคนไม่ได้
- อ่านบริบททางคลินิกว่าอะไรคือเหตุผลหลักที่ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลจริง
- ตัดสินว่าหลักฐานในเวชระเบียนรองรับรหัสนั้นเพียงพอหรือยัง
- ตั้งคำถามกับแพทย์เจ้าของไข้เมื่อบันทึกกำกวม และเลือกคำถามที่ไม่ชี้นำ
- รับผิดชอบต่อใบเบิกที่ส่งออกไปในนามของโรงพยาบาล
- 1
เครื่องเสนอ ไม่ใช่เครื่องตัดสิน
ระบบไล่ชุดที่เป็นไปได้ตามกฎ แล้วจัดอันดับพร้อมระบุให้ชัดว่าชุดที่ให้ค่าสูงกว่า ต่างจากชุดที่ผู้ลงรหัสทำไว้ตรงจุดใดบ้าง ถ้าอธิบายจุดต่างไม่ได้ ก็ไม่ควรเสนอ
- 2
ทุกข้อเสนอมาพร้อมเงื่อนไขหลักฐาน
ข้อเสนอที่ใช้งานได้ต้องบอกว่า ถ้าจะวางรหัสนี้เป็นโรคหลักหรือจะเพิ่มโรคร่วมข้อนี้ ต้องมีอะไรอยู่ในเวชระเบียน เช่น บันทึกแพทย์ ผล lab หรือรายงานการตรวจที่ยืนยัน
- 3
ผู้ลงรหัสตรวจกับเอกสารจริง
ขั้นนี้ห้ามข้ามและห้ามทำแบบกลุ่ม ผู้ลงรหัสเปิดเวชระเบียนแล้วตอบคำถามเดียวคือหลักฐานมีหรือไม่มี ถ้าไม่มี ข้อเสนอนั้นตกไปทันทีโดยไม่ต้องดูว่าค่ามันสูงแค่ไหน
- 4
query แพทย์เมื่อบันทึกไม่พอ
เมื่อบันทึกกำกวมจนตัดสินไม่ได้ ทางออกคือถามแพทย์ด้วยคำถามที่เป็นกลาง ไม่ใช่การเดาแทน และไม่ใช่การเลือกคำตอบที่ให้ค่าสูงกว่าโดยอัตโนมัติ
- 5
บันทึก audit trail ทุกการเปลี่ยนแปลง
ใครเปลี่ยน เปลี่ยนจากอะไรเป็นอะไร ด้วยหลักฐานชิ้นใด และเมื่อไร ถ้ามีการตรวจสอบย้อนหลังในอีกสองปี เอกสารชุดนี้คือสิ่งเดียวที่ตอบแทนโรงพยาบาลได้
สิ่งที่หัวหน้างานเวชระเบียนควรกำหนดเป็นเงื่อนไข
- ทุกข้อเสนอต้องระบุจุดต่างจากชุดเดิมได้เป็นรายรหัส ไม่ใช่บอกแค่ว่าค่าใหม่สูงกว่า
- ทุกข้อเสนอต้องระบุเงื่อนไขหลักฐานที่ต้องมีในเวชระเบียนก่อนจะยอมรับได้
- ผู้ลงรหัสต้องปฏิเสธข้อเสนอได้โดยไม่ต้องขออนุมัติใคร และการปฏิเสธต้องถูกบันทึกไว้เท่ากับการยอมรับ
- ผลการจัดกลุ่มต้องตรงกับโปรแกรม Thai DRG ต้นฉบับ และต้องขอดูตัวเลขว่าตรวจสอบจากกี่เคส
- ทุกชุดที่ระบบประเมินต้องมีรหัสครบตามที่ส่งเข้าไป ไม่มีการตัดวินิจฉัยทิ้งเพื่อให้ได้ค่าที่สูงกว่า
- ข้อมูลที่ใช้ทบทวนย้อนหลังต้องไม่มีข้อมูลระบุตัวผู้ป่วย และต้องระบุฐานทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ให้ชัดเจนก่อนเริ่ม
สรุป: เปลี่ยนงานที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นงานที่ตรวจทานได้
ถ้ามองว่าการลงรหัสที่ไม่ได้ค่าสูงสุดตามเกณฑ์คือความบกพร่องของผู้ลงรหัส ทางแก้ที่ตามมาจะเป็นการอบรมเพิ่ม การตั้ง KPI และการตรวจซ้ำ ซึ่งทั้งหมดเพิ่มภาระให้คนที่ภาระเต็มอยู่แล้ว โดยไม่แตะต้นเหตุเลยแม้แต่น้อย เพราะต้นเหตุคือจำนวนความเป็นไปได้ที่โตแบบ factorial ในขณะที่เวลาต่อเคสคงที่ การแบ่งงานที่ตรงกับความจริงคือ ให้เครื่องรับงานที่เป็นการนับและการคำนวณซ้ำ ๆ ซึ่งเครื่องทำได้ครบและทำได้เท่ากันทุกครั้ง แล้วคืนเวลาของผู้ลงรหัสไปให้งานที่ต้องใช้วิจารณญาณ คือการอ่านเวชระเบียน การตัดสินว่าหลักฐานพอหรือไม่ และการถามแพทย์เมื่อจำเป็น นั่นคือความหมายเดียวของคำว่า co-pilot ที่ใช้ได้จริงในงานเวชระเบียน
เครื่องมือที่ดีไม่ได้ทำให้ผู้ลงรหัสตัดสินใจน้อยลง แต่ทำให้ทุกการตัดสินใจเกิดขึ้นบนข้อมูลที่ครบกว่าเดิม
คำถามที่พบบ่อย
- ทำไมการเลือกโรคหลักถึงเปลี่ยนค่า AdjRW ได้มากขนาดนั้น
- เพราะโรคหลักเป็นตัวกำหนดเส้นทางการจัดกลุ่มทั้งเส้น ตั้งแต่กลุ่มโรคหลัก (MDC) การแยกสายผ่าตัดหรือไม่ผ่าตัด ไปจนถึง DRG cell สุดท้ายที่ถือค่า RW และ WtLOS ของตัวเอง ตัวอย่างจริงที่รันผ่านเครื่องยนต์ได้เองคือเคสชาย อายุ 72 ปี นอน 6 วัน ที่มีรหัส I50.0, J18.0, N17.9, I10 และ E11.9 ครบทุกตัว เมื่อเปลี่ยนเฉพาะว่ารหัสใดเป็นโรคหลัก ค่า AdjRW เดินจาก 0.6017 เมื่อใช้ E11.9 ไปจนถึง 3.7381 เมื่อใช้ I10 ต่างกัน 6.2 เท่าบนชุดรหัสเดิมทุกตัว ทั้งนี้โรคหลักที่ถูกต้องคือโรคที่เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลตามที่บันทึกไว้ ไม่ใช่ค่าที่สูงที่สุด
- การให้ระบบช่วยจัดวางชุดวินิจฉัยใหม่ ถือเป็น upcoding หรือไม่
- ไม่ถือเป็น upcoding ถ้าผลลัพธ์สะท้อนสิ่งที่บันทึกไว้ในเวชระเบียนอยู่แล้ว เช่น การวางโรคหลักให้ตรงกับเหตุผลหลักที่ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลตามนิยาม main condition หรือการบันทึกโรคร่วมที่มีผลตรวจยืนยันอยู่แล้ว เส้นแบ่งอยู่ที่ว่าหลักฐานรองรับหรือไม่ ไม่ใช่ว่าตัวเลขขึ้นหรือลง ถ้าไม่มีหลักฐาน ข้อเสนอนั้นต้องถูกปฏิเสธไม่ว่าค่าจะสูงเพียงใด
- ผู้ลงรหัสต้องไล่ดูทุกความเป็นไปได้จริงหรือไม่
- ไม่ต้อง และไม่มีทางทำได้ด้วยมือ เคสที่มี 10 วินิจฉัยมีวิธีจัดวาง 3,628,800 แบบ แต่จุดที่ลำดับมีผลต่อคำตอบจริงมีจำนวนจำกัดและทุกจุดเป็นลูปแบบเจอตัวแรกแล้วหยุด จำนวนชุดที่ต้องทดลองจึงยุบจาก k! เหลือ k ทำให้ระบบประเมินจริงไม่เกิน 256 ชุดต่อเคส ซึ่งเป็นจำนวนที่คนตรวจทานผลสรุปได้ในเวลาที่มี
- ลำดับที่พิมพ์โรครองในใบเบิกมีผลต่อค่า PCCL หรือไม่
- โดยตรงไม่มี เพราะตัวคำนวณจัดเรียงรายการโรคร่วมตามระดับความรุนแรงของมันเองก่อนคิดค่าเสมอ สิ่งที่กำหนดค่า PCCL จริงคือโรคร่วมข้อนั้นถูกบันทึกไว้หรือไม่ และถูกกันออกด้วยกฎ CC exclusion เพราะซ้ำซ้อนกับโรคหลักหรือไม่ ลำดับมีผลในจุดอื่นของเกณฑ์ เช่น การสลับโรคหลักในกลุ่มสูติกรรมและการย้าย MDC ตามหัตถการ
- โรงพยาบาลจะรู้ได้อย่างไรว่าเคสของตัวเองมีปัญหานี้มากแค่ไหน
- วิธีที่ตรงที่สุดคือนำเคสผู้ป่วยในย้อนหลัง 12 เดือนมาจัดกลุ่มใหม่ด้วยเกณฑ์เดียวกับที่ใช้เบิก แล้วเทียบกับค่าที่เบิกไปจริง ข้อมูลที่ต้องใช้มีเพียงรหัส ICD-10, ICD-9-CM, อายุ, เพศ, วันนอน, สถานะจำหน่าย และรหัสอ้างอิงเคส โดยไม่ต้องมีชื่อหรือเลขบัตรประชาชนของผู้ป่วย ผลที่ได้จะแยกได้ว่าส่วนต่างมาจากการจัดวางชุดรหัสที่แก้ได้ทันที หรือมาจากเอกสารที่ต้องตามหาเพิ่ม
แหล่งอ้างอิงและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
- [1]คู่มือการจัดกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (Thai DRG) ฉบับที่ 6.3 นิยามโรคหลัก โรคร่วม PCCL และการคำนวณ AdjRW - สำนักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพ (สกส.)
- [2]หลักเกณฑ์การจ่ายชดเชยค่าบริการผู้ป่วยในตามระบบ DRG - สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
- [3]ICD-10-TM และ ICD-9-CM มาตรฐานรหัสโรคและหัตถการที่ใช้ในระบบเบิกจ่ายของไทย - กระทรวงสาธารณสุข
- [4]พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 ว่าด้วยข้อมูลสุขภาพซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหว - ราชกิจจานุเบกษา
Portfolio Review
อยากรู้ว่าตัวเลขของโรงพยาบาลคุณเป็นเท่าไหร่
เรานำเคส IPD ย้อนหลังของคุณมาจัดกลุ่มใหม่ทั้งหมด แล้วรายงานเป็น Leakage Baseline ที่กระทบยอดกับสิ่งที่เบิกไปจริงได้ - ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
อ่านต่อ
ทำไม AdjRW ที่หายไป 0.05 ต่อเคส ถึงทำให้โรงพยาบาลสูญรายได้หลักล้านต่อปีโดยไม่รู้ตัว
ส่วนต่างเล็กน้อยระดับทศนิยมที่มองไม่เห็นในเคสเดียว เมื่อคูณด้วยจำนวนเคสทั้งปีและอัตราจ่ายต่อ RW กลายเป็นเงินหลักล้าน - และไม่มีบรรทัดไหนในงบการเงินที่จะฟ้องให้คุณรู้
เส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง Upcoding กับ CDI: เพิ่มรายได้อย่างไรโดยไม่เสี่ยงถูกเรียกเงินคืน
ทั้งสองอย่างทำให้ AdjRW สูงขึ้นเหมือนกัน ต่างกันตรงที่อย่างหนึ่งรอดจากการตรวจสอบย้อนหลัง อีกอย่างหนึ่งไม่รอด - และสิ่งที่แยกมันออกจากกันไม่ใช่ตัวเลข แต่คือหลักฐานที่ชี้ได้ในเวชระเบียน
จากข้อมูลย้อนหลังสู่เวิร์กโฟลว์จริง: คู่มือ 3 ขั้นตอนทำ Retrospective Batch Review
เครื่องยนต์ที่จัดกลุ่มได้ตรงทุกเคสยังไม่มีมูลค่า จนกว่าจะมีคนตอบได้ว่าเช้าวันจันทร์ควรเปิดเคสไหนก่อน นี่คือเวิร์กโฟลว์รันข้ามคืนที่เริ่มได้โดยไม่ต้องแตะ HIS และล้มแล้วรันใหม่ได้